วันพุธที่  29 มิถุนายน 2559 เวลา 07:02 น.
  • 19:51 น. Listen

    “นายกฯ”แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของไทยในเวที Boao Forum for Asia 

     
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งปฏิบัติภารกิจที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นวันสุดท้ายว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกจากโรงแรมที่พักไปยังเมืองโป๋อ๋าว มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม Boao Forum for Asia ณ ห้อง Main Hall ศูนย์การประชุมนานาชาติโป๋อ๋าว โดย พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่มาเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม Boao Forum for Asia ในวันนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอีกหนึ่งเวทีสำคัญของโลกที่ช่วยชี้ชัดถึงประเด็นปัญหา ระบุความท้าท้าย และแนวทางที่จะจัดการกับความท้าทายของเอเชียและของโลก มีหัวข้อที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของความท้าทายด้านเกษตรกรรม โอกาสของความร่วมมือภายในภูมิภาค ไปจนถึงโลกแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยบริษัทที่ไร้พรมแดน (borderless company) ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมนายยาสุโอะ ฟุคุดะ (Mr. Yasuo Fukuda) ประธานของ Boao Forum for Asia รวมถึงนายโจว เหวิน จ้ง (Mr. Zhou Wen Zhong) เลขาธิการ สำหรับการขับเคลื่อน Boao Forum for Asia จนประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียมีประชากรกว่า 4.5 พันล้านคน มี GDP รวมกันทั้งสิ้น 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีมูลค่าการค้ากว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่า เอเชียจะเป็นศูนย์รวมแรงงานที่มีคุณภาพ วัตถุดิบและฐานการผลิตที่ทรงพลัง มีความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมทั้งนวัตกรรม จึงมีศักยภาพที่จะนำโลกให้ฟื้นตัวจากภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ตัวบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นอนาคตที่สดใสของเอเชียอีกประการหนึ่ง คือ ความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนและประเทศคู่เจรจาซึ่งมีประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเอเชียหลายประเทศ อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต้องเริ่มต้นลงมือทำจากภายใน ซึ่งแต่ละประเทศย่อมมีความพร้อมไม่เท่ากัน ประเทศที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีมากกว่า จึงควรเข้ามาช่วยสนับสนุนประเทศที่มีกำลังน้อยกว่า
     
    นายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของไทย ว่า ในระดับประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันการเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ครอบคลุม ซึ่งทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในประเทศไทยกำลังจับมือร่วมกันทำงานภายใต้ “กลไกประชารัฐ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มการจ้างงาน ลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวทางในการพัฒนาในทุกระดับ โดยตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้เป็นเงื่อนไขสำคัญซึ่งทำให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ และความท้าทายต่างๆ ตลอดมา ไทยยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดังกล่าวกับทุกประเทศ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้โดยสอดคล้องกับแต่ละสถานการณ์และพื้นที่ต่อไป
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในอนาคต การพัฒนาความเชื่อมโยงทางดิจิตัลจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมชื่นชมแผนปฏิบัติการ Internet plus ของจีนที่เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะขยายครอบคลุมในหลายแง่มุม อีกทั้งช่วยให้คนที่อยู่ชนบทห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณะต่าง ๆ ในส่วนของประเทศไทยเองก็อยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาระบบไซเบอร์เช่นเดียวกันภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิตัล
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประการที่ 2เพื่อรองรับการพัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และต่อยอดไปสู่ความเข้มแข็งระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค ไทยจึงได้มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) 5 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคอัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร ส่วนอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) 5 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตัล และอุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร นอกจากนี้ไทยบังได้มีการกำหนดนโยบาย มาตรการและสิทธิพิเศษทางภาษีมากขึ้น
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบาย “บวกหนึ่ง” ได้เน้นการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างประเทศในภูมิภาค ยังเป็นการช่วยลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน
     
    "ประการที่สามประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก ไทยได้ลงมือโดยการมีบทบาทแข็งขันและสร้างสรรค์ โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรอบ ความร่วมมือเอเชีย (ACD) รวมทั้งได้รับความไว้วางใจจากประเทศกำลังพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม G-77 ซึ่งไทยพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างประเทศภายในกลุ่ม รวมถึงกับประเทศพัฒนาแล้ว ในลักษณะไตรภาคี เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุม โดยมีประเด็นหลักว่า “จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ: การขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030” นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เพื่อร่วมเสริมสร้างสันติสุขและความมั่นคงของโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนา และรับมือกับความท้าทายของโลกด้วยแนวทางที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people-centered approach)
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอยืนยันความมุ่งมั่นของไทยที่จะลงมือและร่วมกับนานาประเทศ ในฐานะพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมโลก เพื่อสร้างโลกที่ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” อย่างไรก็ตาม โดยที่เป้าหมายการพัฒนาย่อมต้องส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ทั้งในระดับประเทศชาติและระดับโลก ไทยจึงต้องก้าวเดินไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างความเจริญร่วมกันบนพื้นฐานของความเชื่อมั่น ลดความหวาดระแวง และผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ 
     

    วันที่โพสข่าว : 24 มีค. 2559 เวลา 19:51 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.