วันศุกร์ที่  29 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:08 น.
  • 19:40 น. Listen

    ศอตช.สรุปผลสอบราชภักดิ์ ไม่พบหักหัวคิว

    เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2559 เวลา 16.00 น. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) พร้อมด้วยนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ท.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และนายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร่วมรับฟังการแถลงข่าว โดยเป็นการแถลงข่าวที่ใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง
     
    พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมรับฟัง รวมถึงผู้ร้อง เรื่องนี้เกิดจากประเด็นเรื่องหัวคิว ตนมาในฐานะประธานศอตช. เดิมเรื่องหัวคิวเป็นเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทั่งมีผู้ร้องมาที่ประธานศอตช. ซึ่งมีการส่งต่อเอกสารไปให้หน่วยตรวจสอบ เดิมศอตช. ทำงานปกติ ไม่ได้ทำเรื่องหัวคิวแต่ตน ทราบว่ามีการทำตามประเด็นที่มีผู้ร้องเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ทราบรายละเอียด เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีหน้าที่ของตัวเอง ในวันนี้มีป.ป.ช.มาร่วมด้วย เพราะหลังจากนี้อาจมีบางส่วนต้องส่งต่อไปให้ป.ป.ช. เรื่องที่ตรวจมี 3 ประเด็นหลัก คือ หัวคิว , การจัดซื้อ และการใช้งบประมาณ เดิมเคยชี้แจงกับสื่อว่าผู้ดำเนินการระบุว่ามีหัวคิว ตนยังยืนยันว่าพูดจริง ตนจึงบอกว่าหากมีการระบุเช่นนี้หากเป็นหัวคิวถ้ามีต้องผิดกฎหมาย และต้องตรวจสอบว่ามีหรือไม่ ที่ไหน และอย่างไร ทั้งนี้ ในการตรวจสอบหน่วยงานอาจยังไม่สามารถระบุชื่อได้ ดังนั้นขอให้ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก
     
    นายประยงค์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของป.ป.ท.รับผิดชอบตรวจสอบเฉพาะกรณีหัวคิว โดยใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 69 รวบรวมข้อมูลหลักฐานและบันทึกหลักฐานปากคำจากเอกชนและหน่วยงานของรัฐ พบว่ามีการจ่ายเงินกันจริงระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย ให้ข้อเท็จจริงว่า เป็นค่าตอบแทนทางธุรกิจ หรือค่าชักนำงานมาให้ เมื่อลงลึกในวงเงินพบว่ามีการจ่ายกัน 6-7 % ของวงเงินค่าจ้าง โดยราคาค่าจ้างเป็นไปตามราคาท้องตลาด เบื้องต้นยังไม่พบพิรุธ ทั้งข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำและพยานเอกสาร รับฟังได้ว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นค่าหางานมาให้
     
    ด้านนายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนสตง. มีการตรวจสอบ 5 ประเด็น ประเด็นแรก คือ เงินบริจาคที่มีข้อกังวลว่าจะรับจ่ายครบ และถูกต้องหรือไม่ เรื่องกระบวนการจัดซื้อว่าเป็นไปตามระเบียบราชการหรือมีข้อพิรุธหรือไม่ เรื่องเนื้องานว่าตรงตามคุณลักษณะ เนื้อโลหะถูกต้องหรือไม่ และมีหัวคิวหรือไม่ นอกนั้นอาจมีประเด็นภายหลัง เช่น เงินบัญชีกองทุนว่ามีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งสตง.จะตอบทุกประเด็นด้วยข้อเท็จจริง ประเด็นแรก เรื่องการรับเงินบริจาคเข้ากองทุนของกองทัพ มีการแยกเม็ดเงินออกจากเงินสวัสดิการซึ่งเป็นเงินส่วนเดิมชัดเจน โดยมีธนาคาร 6 แห่ง ที่เปิดบัญชีรับบริจาค โดยมีการตรวจสอบรวมไปถึงการบริจาคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และตู้รับ ซึ่งทั้งหมดมีการนำเงินเข้าบัญชี และพบว่าการรับงินไม่มีปัญหา สตง. เชื่อว่าจากหลักฐานมีการลงรับเงินเข้าบัญชีถูกต้อง รวมถึงมีการตรวจสอบยอดเงินสตามที่รับบริจาคผ่านทางโทรทัศน์ และที่คาดไม่ถึงคือมีการเตรียมใบเสร็จรับเงินไว้รอด้วย แต่เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้นพบว่ามีการปิดบัญชีเหลือเพียง 1 บัญชี ซึ่งจากการตรวจสอบ ยอดเงินบริจาคตัดยอดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 58 รวมประมาณ 733 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย และปัจจุบันเหลือยอดเงินประมาณ 140 ล้านบาท
      
    ปัจจุบันเมื่อมีประเด็นข้อสงสัย สตง.ขอให้ทางกองทัพปิดบัญชีรับบริจาคทั้งหมดโดยรวบเหลือ 1 บัญชี แยกต่างหากออกจากบัญชีสวัสดิการ ทำให้ได้ข้อเท็จจริงเรื่องการรับบริจาค แม้แต่การบริจาคผ่านสถานีโทรทัศน์ สตง.ก็เข้าไปถอดเทปตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามีการลงรับทางบัญชีครบถ้วน ตัวเลขทั้งหมดที่มีการรับบริจาคผ่านบัญชีตัดยอด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 58 ได้ตัวเลขประมาณ 733 ล้านบาทเศษรวมดอกเบี้ย มีการเบิกจ่ายแล้ว 458 ล้านบาท เป็นค่าองค์พระประมาณ 318 ล้านบาท มีเงินยืมที่ยังไม่เป็นค่าใช้จ่ายแต่มีการเบิกจ่ายออกไปเพื่อจัดทำเหรียญพระบุรพกษัตริย์ให้ประชาชนเช่าบูชา 105 ล้านบาท ซึ่งมีหลักฐานให้ตรวจสอบเช่นเดียวกัน และมีผลผลิตจัดสร้างเหรียญเพื่อจำหน่ายหารายได้จริง จากนั้นสตง.ได้แนะนำ ให้นำเงินส่วนที่เหลือคืนเงินยืมเพื่อหักกลบลบหนี้และปิดบัญชี ในส่วนของเงินบริจาคขณะนี้คงเหลือส่วนหนึ่ง ประมาณ 140 ล้านบาทเศษ
      
    นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ลำดับเหตุการณ์เงินที่มาใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงเงินบริจาคกว่า 700 ล้านบาท เท่านั้น แต่ยังมีการจัดตั้งงบประมาณกลาง 63 ล้านบาท เพื่อทำ 5 โครงการ ซึ่งจัดทำไปแล้ว 4 โครงการ ส่วนอีก 1 โครงการ วงเงิน 9 ล้านบาท ถูกชะลอไว้ แต่ผูกพันงบฯไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายเข้ามามีส่วนร่วมกับประชาชนในโครงการดังกล่าว จึงนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาเสริมเงินบริจาคที่ได้รับมา ขณะอนุมัติใช้งบกลาง ก็มีการเชิญชวนขอบริจาคเพื่อร่วมใจก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และ เงินอีกส่วนหนึ่งมาจากกองทัพบก เพื่อใช้ในการดูแลสถานที่ก่อสร้าง มีงบฯตั้งไว้ปกติ เพื่อทำรั้วรอบและโรงเรือนก่อสร้าง 2 สัญญา วงเงิน 27 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีการรับบริจาคเป็นสิ่งของ เช่น วัสดุก่อสร้าง ในส่วนนี้กองทัพเบิกจ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายแรงงาน เครื่องจักร และน้ำมันรถ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำชองทหารที่รับผิดชอบงานก่อสร้าง ผลการตรวจสอบพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ในส่วนของรายได้ที่มาจากผู้มีจิตศรัทธา จัดอยู่ในหมวดรายได้อื่นๆ เช่น บริจาคต้นไม้ สตง.ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีการซื้อต้นไม้ โดยต้นไม้ได้จากการบริจาค ผู้บริจาคไม่คิดค่าต้นไม่ แต่คิดค่าแรงในการขนย้ายต้นไม้และค่าน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการปลูกต้นไม้นั้น เป็นวิธีการหารายได้เพิ่มเติม เช่น ติดราคาที่ต้นไม้ แต่ไม่ได้เขียนระบุว่าเป็นค่าปลูก ทำให้คนคิดไปได้ว่าเป็นค่าต้นไม้  แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผู้ปลูกต้นไม้ต้องเสียเงินค่าปลูก
      
    นายพิศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าถูกต้องหรือไม่ สตง.ไม่ได้ดูเพียงว่า เป็นงบของกองทัพ 2 สัญญา วงเงิน 27 ล้านบาท หรือเป็นงบกลาง แต่เป็นเงินราชการต้องใช้จ่ายตามระเบียบราชการ ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบความผิด จากการตรวจสัญญาแบบรูปรายการ ตรวจสอบที่หน้างานพบว่ามีความสมบูรณ์ 95% ขึ้นไป ไม่ถึง 100% เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ลูบไปแล้วต้องไม่สะดุดเลย ส่วนที่เหลือจึงเป็นประเด็นในเรื่องความประณีต จึงไม่มีข้อสังเกตถึงความผิดปกติ
     
    สำหรับประเด็นที่ 3 เนื้อวัสดุถูกต้องหรือไม่ สตง. ได้หาทางตอบปัญหานี้ ในเมื่อสงสัยว่าวัสดุคุณภาพตามสเป็คหรือไม่ ในสัญญาระบุว่าโลหะที่ใช้นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันการนำเข้าโลหะจริง ส่วนค่าของเนื้อวัสดุเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ สตง.ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อสนองตอบประเด็นข้อสงสัย จึงขอขมาลาโทษแล้วตัดเนื้อโลหะส่วนหนึ่งจากองค์พระรูป ส่งตรวจพิสูจน์ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งผลสอบพบว่าวัสดุมีคุณภาพตรงตามสเปค
     
    นายพิศิษฐ์ ยังกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 4 หัวคิว ซึ่งหลักฐานการเงินและการให้ปากคำของ 5 โรงหล่อเรื่องหัวคิว มีโรงหล่อ 5 แห่งที่มีการจ่ายค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าเป็นค่าที่ปรึกษาที่แนะนำให้ได้งาน โดยได้ข้อสรุปตรงกันทั้ง 5 โรงหล่อว่ามาจากการบริหารจัดการของโรงหล่อเอง ประมาณ 7% ของสัญญาค่าจ้างที่ปรึกษา จากนั้นสตง.พยายามตรวจสอบประวัติเซียนอุ๊ว่ามีความสามารถในการเป็นที่ปรึกษาได้หรือไม่ เหตุใดจึงได้รับความเชื่อถือจากโรงหล่อให้เป็นที่ปรึกษา จนพบว่าเซียน อุ๊ มีกิจการโรงหล่อของตัวเองชื่อสยามปุระ และมีผลงานก่อสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ถือว่ามีบทบาทางสังคม โดยมีการรับเงินค่าที่ปรึกษาไป 20 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้ของเซียนอุ๊ที่ย้ำว่ามีสิทธิ์ได้รับเพราะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพราะพระรูปแต่ละองค์ไม่ได้หล่อเสร็จพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีการปรับลดราคาก่อสร้างจากองค์ละ 70 ล้านบาท เหลือเพียง 40-45 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการแนะนำว่าไม่ควรรับเงินค่าที่ปรึกษา จึงเป็นที่มาของการบริจาคเงินดังกล่าวเป็นเช็ค 5 ฉบับ สั่งจ่ายในนามจากบริษัท สยามปุระ ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกันว่าจ่ายเพราะสมัครใจตามที่ให้คำแนะนำ แต่เมื่อได้ข้อคิดว่าควรทำประโยชน์เซียนอุ๊จึงตัดสินใจนำมาคืน กองทัพออกใบเสร็จให้ ดังนั้น จึงมองว่า กรณีดังกล่าวไม่อยู่ในส่วนที่เห็นว่ามีเจตนาร้าย หรือผิดปกติ เพราะการบริจาคทำให้กองทุนรับเงินเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านบาทเมื่อวิเคราะห์ค่าที่ปรึกษาและการบริจาคครั้งนี้อยู่ในส่วนเอกชนกับเอกชนซึ่งเกิดจากความสมัครใจ
     
    นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 5 บัญชีเงินกองทุนสวัสดิการกองทัพบก โดยระเบียบกระทรวงกลาโหมหากเป็นเงินสวัสดิการจะมีการตรวจสอบภายใน สตง.ถือว่าไม่มีเหตุพิเศษจึงไม่ตรวจ แต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นกองทุนอุทยานราชภักดิ์ มีเงินขณะนี้รวม 108 ล้าน ยังไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีการเคลื่อนไหวเพราะมีการรอผลการตรวจสอบก่อน ส่วนเรื่องการแก้ไขเอกสารตกแต่งบัญชี นิติกรรมอำพราง สตง.พยายามใช้เทคนิคตรวจทุกรูปแบบ ทั้งกระบวนการจัดซื้อ การทำสัญญา และรับจ่ายเงิน แต่พบว่าไม่น่าจะมีการตกแต่งบัญชี เพราะคำนวณราคากลาง ความเหมาะสมของราคากลางอย่างละเอียดแล้ว ข้อสรุปจะเป็นไงคงไม่ต้องมี แต่ที่นำมาชี้แจงเป็นข้อเท็จจริงก็น่าจะพอสรุปได้

    วันที่โพสข่าว : 23 มีค. 2559 เวลา 19:40 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!