วันอาทิตย์ที่  31 กรกฎาคม 2559 เวลา 01:48 น.
  • 19:58 น. Listen

    ศาลฎีกาพิพากษากลับ กสท. ชนะคดีฟ้อง AIS จ่ายกว่า 7 ล้านบาท

    ศาลแพ่ง ถรัชดาภิเษก วันที่ 15 มี.ค.59 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เป็นจำเลย เรื่องผิดสัญญาตัวแทน เรียกค่าเสียหายจำนวน 7,067,921.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี
     
    โดยคำฟ้องระบุว่า โจทก์ได้รับสิทธิให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยอนุญาตให้จำเลยซึ่งได้รับสัมปทานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เชื่อมต่อโครงข่าย โทรศัพท์ของจำเลย ผ่านโครงข่ายของบริษัท ทีโอทีฯ ไปยังชุมสายบริษัทของโจทก์เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศได้ ทั้งนี้จำเลยจะแจ้งที่อยู่ของผู้ใช้บริการดังกล่าวให้โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการโดยตรง โดยโจทก์แบ่งรายได้ให้จำเลยผ่านบริษัท ทีโอทีฯ เป็นค่าตอบแทน จำเลยจึงเป็นตัวแทนโดยปริยาย แบบมีบำเหน็จของโจทก์ในการทำสัญญา เช่าให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉพาะบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แต่จำเลยในฐานะตัวแทนประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีผู้ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอม สำเนาทะเบียนบ้านปลอม หรือนำเอกสารของคนอื่นมาแอบอ้าง และปลอมรายมือชื่อบุคคลอื่น เพื่อเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวม 165 ราย จำนวน 185 เลขหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องด้วย
     
    จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนโจทก์ เพราะไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์ และไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ และไม่รู้เห็นกับการที่มีผู้ใช้เอกสารปลอม และปลอมรายมือชื่อในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
     
    ขณะที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ยกฟ้อง ต่อมาโจทก์ ยื่นฎีกา
     
    ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดแล้วเห็นว่า จำเลยได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจากโจทก์ แม้ผ่านบริษัททีโอที ฯก็ตาม ดังนั้นจำเลยจึงเป็นตัวแทนโดยปริยายแบบมีบำเหน็จของโจทก์ การที่มีผู้นำเอกสารปลอมมาแอบอ้าง ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยและใช้โทรศัพท์ไปยังต่างประเทศ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งหากพนักงานของจำเลยใช้ความรอบคอบ ตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่า บุคคลที่ยื่นขอใช้บริการเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏหลักฐานในเอกสารหรือไม่ ก็ย่อมทราบได้ว่า เป็นบุคคลคนละคนกัน ถือว่า ความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเอง ซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมาย แพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 812 จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน7,067,921.58 พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เม.ย.47 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

    วันที่โพสข่าว : 15 มีค. 2559 เวลา 19:58 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวเด่นวันนี้

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.