วันพฤหัสบดีที่  1 กันยายน 2559 เวลา 06:27 น.
  • 16:26 น. Listen

    สศก.เกาะติดภัยแล้ง หวั่นเกิดภาวะหนี้รุนแรง 

    นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่าศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ภัยแล้งกับแรงงานภาคเกษตร ว่าสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558 ต่อเนื่องต้นปี 2559 พบความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ 2.86 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 271,341 ราย ทำให้ไม่สามารถปลูกพืช และทำนาได้ตามฤดูกาล ซึ่งระยะยาวอาจทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของชุมชนและเกษตรกร โดยเฉพาะแรงงานภาคการเกษตร


    ในส่วนของแรงงานภาคเกษตรนั้น เนื่องจากเกษตรกรเกิดภาวะการว่างงานและขาดรายได้ในช่วงที่ประสบภัยแล้ง หากพิจารณาสัดส่วนแรงงานในภาคการเกษตรระหว่างปี 2555-2558 ที่ผ่านมา พบว่าแรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2555 แรงงานในภาคการเกษตรมีสัดส่วน 39.63% ของผู้มีงานทำรวมทั้งประเทศ แต่ในปี 2558 สัดส่วนกลับลดลงเหลือ 32.28% อีกทั้งยังพบว่ากลุ่มแรงงานภาคการเกษตรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มแรงงานภาคการเกษตรที่มีอายุ 15 -39 ปี กลับมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตรน้อยลงในขณะที่อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคเกษตรสูงขึ้น


    “จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว หลายโรงงานที่ต้องปิดตัวลง เกิดการว่างงาน ที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ภาคการเกษตร แต่เนื่องจากในปีนี้ เกิดปัญหาภัยแล้งทำให้ไม่มีน้ำที่จะทำกิจกรรมด้านการเกษตรได้อย่างเต็มที่ดังนั้น นอกจากแรงงานดานการเกษตรจะมีปัญหาแล้ว แรงงานนอกภาคการเกษตรยังมีปัญหาด้วย เพื่อรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรต้องปรับตัว โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่ ปริมาณน้ำ ระดับราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งตลาดรับซื้อเพื่อผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” นายภูมิศักดิ์ กล่าว
     

    ขณะที่ภาครัฐมี 8 มาตรการช่วยเหลือไปแล้ว ต้องส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ใช้ระบบประกันภัยพืชผลเข้ามาลดความเสี่ยงโดยปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตและจูงใจให้คนรุ่นใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น


    ด้านนายกัมปนาท เพ็ญสุภา รองคณบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าตามมาตรการการจ้างงานของรัฐบาล 7.7 หมื่นคน วงเงิน 2,158 ล้านบาท ได้กระตุ้นมูลค่าผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี เพิ่มขึ้น 2,682 ล้านบาท ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยในเบื้องต้น แต่จะเป็นเพียงการบรรเทาให้เกษตรกรมีรายได้ระยะหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถจะกระตุ้นให้เกิดผลในระยะยาวได้ ในขณะที่มาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ยังพบว่าเกษตรกรยังขาดความรู้พื้นฐานในการเพาะปลูก อย่างเช่นการปลูกถั่วเขียว ที่ต้องมีความชื้นในดินก่อน ดังนั้นมาตรการนี้จึงประสบผลสำเร็จไม่มากนัก


    การประกันภัยพืชผล เป็นแนวทางที่ควรนำมาใช้แต่ปัจจุบัน มาตรการนี้มีเงื่อนไข้ที่ซับซ้อนไม่สามารถใช้ไดในทุกพื้นที่ รวมทั้งมาตรการของรัฐบาลยังขาดการสนับสนุนให้ปลูกป่าซึ่งเป็นต้นน้ำ ทั้งหมดนี้รัฐบาลควรพิจารณาและวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ เพราะ ปริมาณน้ำที่มีน้อยและแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่ความต้องการใช้น้ำปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานที่รายได้ลดลงจะส่งผลให้เกษตรกรมีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย


    นายวิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเอลนีโญ่ ในเดือนก.พ. พบว่ามีอยู่ที่ 72% เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เป็นสัญญาณ ที่บ่งบอกว่าภาวะเอลนีโญ่เริ่มชัดเจนมากขึ้น โอกาสฝนตกปีนี้อาจล่าถอยไปถึงเดือน มิ.ย. จากที่คาดว่าจะตกในกลางเดือน พ.ค. นี้ ทั้งหมดจะกระทบกับฤดูกาลเพาะปลูกของไทย สร้างความเสียหายในเชิงเศรษฐศาสตร์ กว่า6.2 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 2.2 แสนบาทต่อครัวเรือนเกษตรกรที่มีอยู่กว่า 2.9 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 1ล้านราย มาตรการภาครัฐที่เข้าไปเสริมรายได้ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ แรงงานเกษตรกรย้ายออกมากถึงปีละ 1 แสนราย จะส่งผลกระทบต่อแรงงานในอนาคต รวมทั้งการช่วยเหลือของรัฐบาล เน้นในเขตชลประทาน แต่ยังมีเกษตรกรอีกมากที่ได้รับผลกระจากภัยแล้งโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องให้ความสำคัญ 

    วันที่โพสข่าว : 3 มีค. 2559 เวลา 16:26 น.


ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.