วันอังคารที่  28 มิถุนายน 2559 เวลา 01:27 น.
  • 16:15 น. Listen

    แพทยสภามีมติสอบจริยธรรม2หมอกรณีดร.เซปิงจ้อเกินจริง

    เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559 ที่แพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารแพทยสภา(กก.บห.แพทยสภา)ว่า คณะกรรมการได้พิจารณากรณีนายแพทย์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมใบหน้าให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งเข้าร่วมในโครงการของดร.เซปิงที่อาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และมีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการสอบจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์คนดังกล่าว รวมถึง สอบแพทย์เพิ่มอีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ทำศัลยกรรมให้กับนายสุรชัยด้วย เนื่องจากสถานพยาบาลดังกล่าว กรมสนับสนุนบริการสาธารณสุข(สบส.)มีความเห็นว่ายินยอมให้มีการโฆษณาเกินจริงเพราะไม่มีการยับยั้งการโฆษณาแต่อย่างใด ซึ่งตามกฎหมายเมื่อสถานพยาบาลเข้าข่ายการกระทำความผิด แพทยสภาจะต้องสอบแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสบส.ว่าเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของสถานพยาบาลด้วย

    “กรณีนี้แพทยสภาจะเรียกสอบแพทย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน ขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ก่อนส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ กก.บห.แพทยสภายังมีมติสอบจริยธรรมแพทย์หญิงที่ออกรายการทีวี ตื่นมาคุยแล้วพูดโฆษณาโอ้อวดเกินจริง โดยใช้คำพูดว่าสวยทุกคนหรือสวยทุกเคสด้วย”นพ.สัมพันธ์กล่าว

    นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการตรวจสอบการโฆษณาเกินจริงของดร.เซปิงนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแพทยสภา เพราะดร.เซปิงไม่ใช่แพทย์ เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ต้องตรวจสอบ ซึ่งหากสคบ.สอบถามมายังแพทยสภาว่าเฟซออฟคืออะไรในทางวิชาการ แพทยสภาก็พร้อมที่จะให้ความเห็นตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม ดร.เซปิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับแพทยสภา ตรงที่มีการใช้คำว่าเฟซออฟ(Face off) แพทยสภาจึงต้องออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นความจริง เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด

    “การทำเฟซออฟ คือการเปลี่ยนหน้า ไม่ใช่การดึงหน้า ซึ่งจากการที่ได้เห็นใบหน้าหลังการทำศัลยกรรมของคุณสุรชัย เป็นการทำศัลยกรรมแบบเฟซลิฟต์(Face lift) ด้วยการดึงทั้งใบหน้าให้ตึงขึ้นเท่านั้น มีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดริ้วรอยหรือร่องลึกของผิวหนัง และ ฉีดฟิลเลอร์ให้ผิวหน้าเต่งตึง เต็ม ซึ่งก็จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลง ไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะต้องฉีดใหม่ใน 6 เดือน เพราะฉะนั้น อยากให้รอดูใบหน้าของคุณสุรชัยหลังจากนี้ 6 เดือนด้วย ซึ่งกรณีนี้ถือว่าหมอไทยเก่งและควรส่งเสริม แต่ต้องเป็นการส่งเสริมให้ถูกต้อง และไม่โฆษณาชวนเชื่อจนเกินไป สำหรับประชาชนที่เห็นแล้วเกิดอยากทำตามนั้น จริงๆการดึงหน้าและทำตาเป็นหัตถการที่ไม่เสี่ยงมาก หากคิดจะทำก็ต้องเลือกแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีแพทย์ที่เก่งอยู่มากไม่เฉพาะแค่แพทย์ที่ทำให้คุณสุรชัยเท่านั้น” นพ.สัมพันธ์กล่าว

    วันที่โพสข่าว : 3 มีค. 2559 เวลา 16:15 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวเด่นวันนี้

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.