วันพุธที่  27 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:43 น.
  • 17:27 น. Listen

    ทีมกฎหมายวัดปากน้ำฯยันสมเด็จฯช่วงบริสุทธิ์แน่นอน   

      
      
      
    เมื่อเวลา 15.00 น. นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากพระมหาศาสนมุนี หรือ หลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จฯช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เข้ายื่นหนังสือพร้อมหลักฐานประกอบการชี้แจงกรณีรถจดประกอบเลี่ยงภาษีทะเบียน ขม. 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อของสมเด็จฯช่วงเป็นผู้ครอบครอง โดยนายสมศักดิ์ กล่าวก่อนเข้าชี้แจงกับดีเอสไอว่า จากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีทั้งหมดสมเด็จช่วงบริสุทธิ์แน่นอน ไม่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องรถเลย วัดปากน้ำฯมีวัตถุประสงค์ทำพิพิธภัณฑ์มานานแล้ว จากนั้นก็มีพุทธศาสนิกชนรวบรวมเงินมาบริจาค ซึ่งมีทั้งการบริจาคเป็นสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคสมัยต่างๆเพื่อนำไปเก็บไว้ที่มหาเจดีย์มหารัชมงคล ต่อมาผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินถวายสมเด็จฯช่วง ซึ่งได้รวบรวมเงินบริจาคจำนวน 4 ล้านบาท เพื่อซื้อรถโบราณบริจาคให้สมเด็จฯช่วงในนามส่วนตัว เมื่อปรากฏข่าวครึกโครมประมาณต้นเดือนก.พ.59 ว่ารถมีที่มาไม่ถูกต้อง สมเด็จฯจึงให้ส่งคืนรถแก่ผู้บริจาคโดยไม่ประสงค์ให้รถอยู่ในพิพิธภัณฑ์อีกต่อไป แต่ขณะนี้รถยังฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้ซื้อส่งมอบคืนแก่ผู้ขายต่อไป

         
    นายสมศักดิ์ กล่าวถึงการลงลายมือชื่อครอบครองรถของสมเด็จฯช่วง ว่า มีการนำเอกสารมาให้สมเด็จฯลงนาม จึงปรากฏชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งลายเซ็นที่พบในขั้นตอนการจดทะเบียนเป็นลายเซ็นของสมเด็จฯช่วงจริง อย่างไรก็ตามรถคันดังกล่าวมีการนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ศึกษา ไม่มีการนำไปใช้งานจริง โดยได้รับการบริจาคตั้งแต่ปี 2554 แต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2556 ได้มีการแจ้งไม่ใช้รถถาวรและเปลี่ยนทะเบียนจาก ขม 99 เป็น งค 1560 ทั้งนี้เมื่อมีรถปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องส่งคืนผู้บริจาค เมื่อนำรถคืนไปที่ผู้บริจาคแล้วก็ต้องไปดำเนินคดีกับผู้ขาย ซึ่งขณะนี้มีการฟ้องร้องคดีกับศาลจังหวัดตลิ่งชัน
      

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าใครเป็นผู้บริจาคและคืนรถให้กับผู้บริจาคคนใด นายสมศักดิ์เลี่ยงที่จะระบุ แต่ย้ำว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดวันนี้เป็นการพิสูจน์ว่าสมเด็จฯช่วงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้อง ขณะนี้รถยังเป็นชื่อของสมเด็จฯช่วง โดยการที่ยังมีชื่อสมเด็จช่วงครอบครองรถยนต์อยู่ก็เพียงแค่ใช้เป็นหลักฐานการเสียภาษีเท่านั้น
        

    ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวชี้แจงในส่วนของหลวงพี่แป๊ะว่า เป็นการซื้อมาจากนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่วิชาญ ซึ่งเหตุที่ซื้อเพราะผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจบริจาคจึงต้องการซื้อจากผู้ที่มีความรู้เรื่องรถโบราณ ซึ่งนายวิชาญเป็นกรรมการชมรมรถโบราณแห่งประเทศไทย ถือว่ามีความชำนาญ ไม่ได้เป็นการขายรถแค่คันเดียวแต่ขายมาแล้วหลายคัน ย้ำว่าพระไม่ได้ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถ แต่เป็นเหยื่อจากการขายรถ โดยไม่รู้ว่ารถดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร รถจะถูกต้องหรือไม่เป็นหน้าที่ของผู้ขาย ในสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดเจนว่าการซื้อขายต้องจดทะเบียนเสียภาษีถูกต้อง การซื้อขายก็ไม่ได้เป็นการซื้อที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะซื้อในราคา 4 ล้านบาท ทั้งนี้ รถดันดังกล่าวมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องโดยกรมการขนส่งทางบกทำให้เชื่อโดยสุจริตว่าเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมาย หากกระบวนการของรถไม่ถูกต้องควรไปดำเนินคดีกับคนขายไม่ใช่ผู้บริโภค หลวงพี่แป๊ะเป็นพระไม่ใช่อู่ประกอบรถ กรณีที่อู่วิชาญยืนยันว่าพระเป็นผู้จัดหาอะไหล่ให้นั้น อู่จะยืนยันอย่างไรก็ได้ แต่ขณะนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ศาลตลิ่งชันไว้หลายวันแล้ว
      

    “ตอนนั้นเราเป็นผู้ซื้อ เป็นผู้บริโภค มีกรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานราชการเป็นผู้จดทะเบียนให้ จึงเชื่อโดยสุจริตว่ารถดังกล่าวน่าจะชอบด้วยกฎหมาย การที่ดีเอสไอมาเอาผิดผู้ซื้อ อยากให้กลับไปถามว่าทำไมไม่ดำเนินการกับคนขายที่ดำเนินการไม่ถูกต้องหรือจดประกอบไม่ถูกต้อง ถ้ากระบวนการไม่ถูกควรไปดำเนินการกับคนขาย หลวงพี่แป๊ะเป็นพระไม่ใช่อู่ประกอบรถยนต์” นายสุรพงษ์ กล่าว


    ด้านพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันนี้( 2 มี.ค.) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้เข้าร่วมในการพูดคุยแต่ได้มอบหมายให้สำนักคดีที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยมีพ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร รับผิดชอบดำเนินการตามขั้นตอน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำฯได้นำหลักฐานบางส่วนมาชี้แจงกับสื่อมวลชนประกอบด้วยสำเนาใบคู่มือจดทะเบียน เอกสารการขอยกเลิกใช้รถ รายงานการจดทะเบียน ใบสั่งซ่อมของอู่วิชาญ และมีชื่อของพระครูพิทักษ์ หรือหลวงพี่แป๊ะ เป็นผู้สั่งซ่อม เมื่อปี 2554 วงเงิน 4 ล้านบาท พร้อมลงชื่อเป็นเจ้าของรถ โดยรายละเอียดในส่งซ่อมระบุว่าจ่ายเงินค่ามัดจำซื้อรถ 1 ล้านบาท ในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 ตกลงซื้อกับนางจริยา รัษฐปานะ งวดที่ 2 เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อได้รับเอกสารทะเบียนพร้อมโอน ค่าซ่อมทั้งหมด 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อเริ่มทำการซ่อม ,ซื้ออะไหล่เป็นงวดๆจนเสร็จ นอกจากนี้ยังได้นำภาพถ่ายเจดีย์ สถานที่เก็บรถพร้อมถ่ายภาพรถยนต์ที่เป็นปัญหาและประสงค์ส่งคืนผู้บริจาค ซึ่งจากภาพถ่ายพบว่ารถคันดังกล่าวยังจอดอยู่ในตำแหน่งเดิม สำหรับรายการจดทะเบียนรถยนต์ของสมเด็จช่วงพบว่าวันที่จดทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2554 ตรงกับวันเกิดของสมเด็จช่วงคือวันที่ 26 ส.ค. 2468
        

    วันที่โพสข่าว : 2 มีค. 2559 เวลา 17:27 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.

วีดีโอ ผู้ชมสูงสุดใน 24 ชม.