วันจันทร์ที่  5 ธันวาคม 2559 เวลา 07:24 น.
  • 18:18 น. Listen

    พบคนไทยผิดหวังในรัก มีปัญหาครอบครัว-ฆ่าตัวตายอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

    เพียง 2 เดือนแรกของปี 2559 เกิดเหตุคนไทยฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง โดยข้อมูลของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ซึ่งมีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและเก็บศพผู้เสียชีวิตพบว่าในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาพบว่า มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น โดยการผูกคอตายเป็นลักษณะที่พบมากที่สุด รองลงมาคือการกินยาพิษและยิงตัวตาย ด้านนพ.ยงยุทธ วงษ์ภิรมย์ศานย์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสถิติคนไทยฆ่าตัวตายสูงขึ้น ในจำนวนนี้มากถึง 70 เปอร์เซนต์ฆ่าตัวตายด้วยวิธีแขวนคอ รองลงมาประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ใช้ยาพิษโดยเฉพาะยาฆ่าแมลง และอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เลือกวิธียิงตัวตาย ซึ่งผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง


    "ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแขวนคอมากที่สุด รองลงมาคือกินยาฆ่าแมลง และการทำร้ายตัวเองโดยใช้อาวุธปืน ปัจจัยหลักๆที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายคือ การดื่มสุรา มักพบในผู้ที่ดื่มสุราจัดทำให้ขาดสติในการควบคุมตัวเอง ปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพจิตไม่ปกติป่วยโรคซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังบางรายเกิดความคิดไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานทำให้คิดสั้น และที่พบมากคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เกิดการทะเลาะกันภายในครอบครัว ผิดหวังเรื่องความรัก ขาดการดูแลเอาใจใส่" นพ.ยงยุทธ กล่าว


    โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 4,000 รายต่อปี หรือกว่า 300 รายต่อเดือน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำของโลก ซึ่งพบว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีการฆ่าตัวตายมากเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 คือสวีเดนและสแกนดิเนเวีย ที่มีอัตราฆ่าตัวตายเท่ากัน ทั้งสามประเทศนี้ส่วนใหญ่ผู้ที่ฆ่าตัวตายจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพและเกิดความเบื่อหน่ายจากการดำเนินชีวิตหลังเข้าสู่วัยชรา และไม่อยากเป็นภาระของคนในครอบครัว


    “ในไทยผู้ที่ฆ่าตัวตายอยู่ในวัยทำงานอายุราวยี่สิบปลายๆ ไปจนถึงประมาณ 50 ปี โดยมักจะผิดหวังในความรัก ปัญหาครอบครัว และหนี้สิน รวมถึงความเครียดเรื่องหน้าที่การงาน ซึ่งกระทบต่อแรงงานของประเทศจนน่าเป็นห่วง เพราะในแต่ละปีมีแนวโน้มวัยทำงานจะฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันอัตราเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6 รายต่อ 1 แสนคน” นพ.ยงยุทธ กล่าว


    โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า แนวโน้มการฆ่าตัวตายมีมากขึ้นในสังคมไทย สาเหตุมาจากสภาพจิตใจ ที่ไม่สมหวัง ปัญหาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความรุนแรงในครอบครัว อารมณ์ชั่ววูบ โรคซึมเศร้าและปัญหาทางจิต ซึ่งคนในครอบครัวควรดูแลกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคนในกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีลักษณะซึมเศร้า ไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพัง ซึ่งอยากให้ผู้ที่มีปัญหาชีวิตหรือวิตกกังวลจนเกิดความเครียดให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ หรือโทรศัพท์สายด่วนของกรมสุขภาพจิตได้ที่เบอร์ 1667 ได้ตลอดเวลา


    นายไพโรจน์ โพธิ์คำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู บอกว่าเท่าที่สังเกตผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมักเป็นวัยทำงาน ซึ่งจากการสอบถามคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดมักจะมีเหตุผลที่ใกล้เคียงกันคือผู้ตายเครียด ในเรื่องปัญหาครอบครัว หรือไม่ก็ผิดหวังในความรัก “เดือนสองเดือนมานี้พบว่าจะมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายค่อนข้างมากเฉลี่ยแต่ละวันผมและเพื่อนๆ เก็บศพอย่างน้อย 3-4 ราย ซึ่งการฆ่าตัวตายที่พบมากสุดคือการผูกคอ รองลงมาจะเป็นการกินยาตายและยิงตัวตาย ในกรณีกินยาพิษบ่อยครั้งที่คนในบ้านสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน แต่ก็มักก่อเหตุซ้ำหลังจากรักษาตัวหายแล้ว” นายไพโรจน์ กล่าว 


    สอดคล้องกับ น.ส.วิภาวรรณ (นามสมมติ) วัย 25 ปี ซึ่งเคยคิดสั้นเลือกที่จะฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษ ที่ยืนยันว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นจากความน้อยใจจากการผิดหวังเรื่องความรักทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ คิดว่าตัวเองหาทางออกไม่ได้ “ตอนนั้นทะเลาะกับแฟนแล้วมันมีความคิดว่าเราไม่อยากอยู่แล้ว อยู่คนเดียวด้วย เลยไม่รู้จะทำอย่างไร มันเหมือนหาทางออกไม่ได้แล้ว เลยตัดสินใจกินยาล้างห้องน้ำไป 3 อึก แต่ถูกนำส่งโรงพยาบาลไว้ได้ทัน หมอช่วยล้างท้องรอดมาได้ แต่ตอนนั้นทรมานมากๆ กินอะไรไม่ได้เลย เหมือนมันตายทั้งเป็นเลยก็ว่าได้ กลืนน้ำลายก็ไม่ได้ ต้องนอนโรงพยาบาล 3 อาทิตย์กว่า ” ผู้ที่เคยคิดฆ่าตัวตาย บอก
     

    วันที่โพสข่าว : 29 กพ. 2559 เวลา 18:18 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.