วันเสาร์ที่  1 ตุลาคม 2559 เวลา 22:45 น.
  • 07:31 น. Listen

    “นายกฯ”เผยติดตามสถานการณ์น้ำแล้งอย่างต่อเนื่อง

     
     
    -
     
    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” ถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ว่า ปัญหาเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้น รัฐบาลยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อยู่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรรวม 39 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 58 จำนวน 5.3 ล้าน ลบ.ม. โดยรัฐบาลต้องดูแล บริหารจัดการ หาน้ำมาเติม ฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมทั้งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งระบบ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำ ในส่วนที่ 1 คือภาคการผลิต ได้แก่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอุปโภค-บริโภคนั้น หากเราสามารถควบคุม ประหยัด ลดการใช้น้ำลงได้ ตามมาตรการต่างๆ ของรัฐ ที่กำหนดมา ก็จะช่วยให้เรามีน้ำใช้ไม่ขัดสนในอนาคต ส่วนที่ 2 คือ น้ำสำหรับผลักดันน้ำเค็ม เพื่อรักษาระบบนิเวศน์นั้น เป็นไปตามธรรมชาติ การขึ้น-ลง การหนุนของน้ำทะเล เราไม่สามารถจะควบคุมได้นะครับ แต่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ที่ผ่านมา
     
    รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำกลุ่มหลักของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งหลายอย่างด้วยกัน อาทิเช่น 1. การส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน 2. การชะลอหรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงิน 3. การจ้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งการจ้างแรงงานชลประทานนะครับ หรือการจ้างงานเร่งด่วน และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน 4. การเสนอโครงการตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง 5. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น ให้ทุกส่วนราชการรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง 6. การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ทั้งการปฏิบัติการของหน่วยฝนหลวง การขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติเพิ่มเติม การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล – แก้มลิง – ขนมครก 7. การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 8. ตลอดจนการสนับสนุนอื่นๆ นะครับ เช่น การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 และแผนสินเชื่อสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน – สหกรณ์ เป็นต้น ทุกอย่างจะเสริมกันทั้งหมดนอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ในการประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตของพี่น้องเกษตรกรแล้ว รัฐบาลยังมุ่งหวังที่จะลดปริมาณการใช้น้ำในส่วนนี้ลง ด้วยการสร้างแรงจูงใจ สมัครใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ปัจจุบัน
     
    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ผลักดันนโยบายที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรมอีก โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งและมาตรการเพิ่มขีดความสามารถทางการเกษตร ที่กระทรวงการคลังเสนอเพิ่มเติมนะครับ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ที่จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ รายได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสภาวะสังคม ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตรของ รวมทั้งเป็นการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ในระยะกลาง ซึ่งจะประกอบไปด้วย 1. โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและจำเป็นของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ปี 2558/2559 วงเงิน 6,000 ล้านบาท โดยให้สินเชื่อไม่เกิน 12,000 บาท/ราย กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี ไม่มีดอกเบี้ย กลุ่มเป้าหมายก็คือเกษตรกรลูกค้ารายย่อยของ ธ.ก.ส. จำนวน 500,000 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถทำการผลิตได้ หรือผลผลิตได้รับความเสียหาย ทำให้มีรายได้ลดลง เพื่อจะใช้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นการชั่วคราวนะครับ พร้อมทั้งก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และช่วยป้องกันการก่อหนี้สินนอกระบบของเกษตรกร 2.โครงการต่อไปคือ โครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME ด้านการเกษตรนะครับ เพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย วงเงิน 72,000 ล้านบาท วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย เป็นสินเชื่อระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคการเกษตร ทั้งรายคน วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือบริษัทชุมชน จำนวน 7,200 ราย ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าการเกษตรนะครับ และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน
     
    3. ต่อไปเป็นโครงการชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตสู้วิกฤติภัยแล้ง วงเงิน 15,000 ล้านบาท วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อกลุ่ม กำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปี มีอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 ต่อปี สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ประสบวิกฤติภัยแล้ง ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด จำนวน 100,000 ราย ที่มีความสมัครใจและตั้งใจ ในการปรับ เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตอย่างแท้จริง และผ่านการคัดเลือกจากชุมชน โดยจะให้ใช้เป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าปัจจัยการผลิต และค่าจ้างแรงงานให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำ ยังคงต้องมองไปในอนาคตปี 60 ด้วยนะครับ ซึ่งสภาพลมฟ้าอากาศ ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท
     
    “ ผมจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกภาคส่วน ช่วยกัน “ประหยัด” ใช้น้ำเท่าที่จำเป็น ช่วยกันคนละไม้ คนละมือนะครับรัฐบาลก็ได้พยายามในเรื่องของการแก้ปัญหาระยะยาว ได้จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำระยะยาวไปถึงปี 69 แล้ว ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
     
    พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่อว่า การดูแลพี่น้อง ชุมชน หมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาหลายประการมาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ สาเหตุหนึ่งมาจากระบบโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนยังไม่ได้รับการพัฒนา และขาดปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ดังนั้น รัฐบาลจึงผลักดันโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง “ประชารัฐ” ผ่าน “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” จำนวน 79,556 กองทุนๆ ละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน อาทิเช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลทางการเกษตร โรงสีชุมชน โรงงานผลิตปุ๋ยประจำชุมชน การจัดทำแหล่งเก็บน้ำชุมชน และเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น หรือใช้ในการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่ชุมชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพ และความเป็นอยู่ในชุมชนให้ดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นมาตรการเร่งด่วน เราต้องการให้สามารถดำเนินการเบิกจ่ายให้ได้ภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในระดับฐานรากที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
     

    วันที่โพสข่าว : 27 กพ. 2559 เวลา 07:31 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!