วันศุกร์ที่  9 ธันวาคม 2559 เวลา 08:57 น.
  • 18:23 น. Listen

    “สังสิต”เผยผลสำรวจเปิด"คาสิโน"เพิ่มรายได้รัฐแสนล้าน

     นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตรกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต หัวหน้าโครงการศึกษา“ภาษีพนันและสนามม้า”เปิดเผยผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวในงานสัมนาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ว่า การศึกษาเรื่องดังกล่าวไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่จะมีแผนเปิดบ่อนคาสิโน แต่เราได้คุยกับกรมสรรพสามิตมาเป็นระยะเวลานาน 5 ปี และได้เริ่มศึกษาเมื่อปีที่แล้ว โดยจุดมุ่งหมายของงานวิจัย คือ ศึกษาว่า ประเทศที่เปิดบ่อนคาสิโนอย่างถูกกฎหมายนั้น มีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในเชิงบวกและลบอย่างไร กรณีที่เกิดผลกระทบเชิงลบนั้น เขามีวิธีบริหารจัดการอย่างไร
    ทั้งนี้ คณะวิจัยได้ศึกษาถึงการเปิดบ่อนคาสิโนในมาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ และ แนวชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน รวมถึง ศึกษาถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการเปิดบ่อนคาสิโน โดยกรณีการศึกษาการเปิดบ่อนคาสิโนตามแนวชายแดนไทยพบว่า มีบ่อนคาสินโลขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ รวมกว่า 100 แห่ง มากกว่าที่เราเข้าใจว่า เพียง 30-40 แห่ง และลูกค้าที่เข้าไปเล่นการพนันที่บ่อนคาสิโนนั้นส่วนใหญ่เป็นคนไทย
    นอกจากนี้ เราพบว่า การเปิดบ่อนคาสิโนในมาเลเซีย ไม่มีผลกระทบต่อคนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งใกล้เคียงกับคาสิโนดังกล่าว แต่กลับพบว่า การพนันชนวัว เป็นกรณีการพนันที่น่าสนใจ เพราะสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะการปลูกหญ้าเพื่อนำมาเลี้ยงวัว ซึ่งสร้างผลผลิตและรายได้มากกว่าการปลูกข้าว หากดึงเรื่องดังกล่าวมาช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว จะเป็นแหล่งในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
    ผลการศึกษาจะสรุปไปยังกรมสรรพสามิตในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ซึ่งผลศึกษาได้โฟกัสภาษีที่เก็บจากคาสิโนในประเทศดังกล่าว โดยประเมินรายได้จากภาษีจะมีมากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยเทียบเคียงกับการเปิดบ่อนคาสิโนในสิงคโปร์ โดยทำเต็มรูปแบบที่เน้นการท่องเที่ยวเพิ่มไปด้วย โดยคาสิโนมีเพียง 30% ที่เหลือเป็นโรงแรม และ สันทนานการ
    การจะเกิดคาสิโนในไทยจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ผู้ประกอบการซึ่งมองว่า ทั้งไทยและต่างประเทศพร้อมที่จะทำ 2.ทางสังคม ซึ่งขณะนี้ คนไทยให้การยอมรับมากขึ้นและรอบบ้านของเรา ก็มีบ่อนเกิดขึ้นมาก 3.ด้านการเมืองที่จะต้องมีความสุจริต เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินหลายแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนี้ไม่มีนโยบายเรื่องนี้ และส่วนตัวก็ยังไม่เห็นว่า จะเกิดขึ้นได้เมื่อใด
     
    นายกฤษฎา พรประภา คณะวิจัยฯกล่าวว่า ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,500 คน ทั่วประเทศพบว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอนุญาตให้การประกอบธุรกิจคาสิโนอย่างถูกกฎหมายในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจร และพบพฤติกรรมการเล่นพนันของกลุ่มตัวอย่างว่า เล่นเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งหมายถึง เล่น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์หรือเล่นทุกวัน เหตุผล คือ เป็นการเสี่ยงโชคและเพื่อความเพลิดเพลิน และชอบเป็นการส่วนตัว กาารเสี่ยงโชคที่ว่า แบ่งเป็นการซื้อหวยใต้ดิน 46.7% การซื้อสลากออมสิน 18.5% และอื่นๆ 19.9% ซึ่งหมายถึง การพนันไก่ชน วัวชน เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อปี
     
    ทั้งนี้ ผลการศึกษาประเมินว่า เมื่อเปิดคาสิโสถูกกฎหมาย จะช่วยลดจำนวนผู้ไปเล่นการพนันในต่างประเทศลดลง 30.1% รัฐบาลมีรายได้ทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่ม31.1%  ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่ม34.5% มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 40.9% และ ทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น41.5%
    ส่วนข้อเสียของการเปิดบ่อนคาสิโน ผลสำรวจระบุว่า ปัญหาอาชากรรมจะเพิ่มมากขึ้น 70.1% ปัญหาการหย่าร้างและการฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้น 52.9% และ ขัดต่อหลักศาสนาและทำให้ศีลธรรมเสื่อมลง 49.1%
    ผู้สำรวจพบว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาอาชญากรรมไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยดูจากปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านที่มีบ่อนคาสิโนที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ ช่วยลดปัญหาดังกล่าว
     
    นางดวงพร อาภาศิลป์ หนึ่งในคณะวิจัยกล่าวถึงแนวโน้มการพนันโลกว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะเป็นภูมิภาคที่ธุรกิจการพนันโดยเฉพาะคาสิโนเติบโตสูงในโลก เนื่องจาก ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค รัฐบาลหลายประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ทำให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น มาเก๊า สิงคโปร์ โดยเฉพาะมาเก๊า จำนวนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปี 2558 ธุรกิจพนันโลกอยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิคถึง 30%
    สำหรับการเปิดบ่อนคาสิโนในมาเก๊านั้น มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้รับสัมปทานจำนวน 6 ราย ภาษีที่จัดเก็บมีทั้งแบบคงที่และผันแปร ส่วนที่ผันแปรเก็บจากรายรับรวมจากการพนัน อัตราภาษีปัจจุบันอยู่ที่ 35% กับมีส่วนที่จ่ายเพื่อจุดประสงค์ทางสังคมและเศรษฐกิจในอัตรา 2%และ3% อัตราสูงสุดจึงเป็น 40% 
    ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นคือ ช่วงปี 2545-2557 จีดีพีเพิ่มขึ้น 7.9 เท่าจาก 56,298 ล้านปาตาคาในปี 2545 เป็น 443,297 ปาตาคาในปี 2557 อัตราการว่างงานลดลงจาก 3.4% มาอยู่ที่ 0.4% ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊าได้นำรายได้จากการเปิดบ่อนคาสิโนไปจ่ายเป็นสวัสดิการประชาชนจำนวน 2.2-2.6 หมื่นบาทต่อคนต่อปีสำหรับผู้ที่มีพำนักถาวร และ 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อคนต่อ 
    นายวิษณุ วงศ์สินสิริกุล คณะวิจัยฯกล่าวถึงการเปิดบ่อนคาสิโนในสิงคโปร์และมาเลเซียพบว่า ได้สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก กรณีของสิงคโปร์นั้น รายได้คาสิโนมีถึง 1.8 แสนล้านบาทในปี 2556 และ 1.83 แสนล้านบาท ในปี 2557 ส่วนปี 2558 มีรายได้ลดลง 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ พบว่า คนสิงคโปร์เองกลับนำเงินไปเล่นพนันในต่างประเทศ(ในเรือสำราญ)คิดเป็นเงินราว 3-6 หมื่นล้านบาทต่อปี และ ไม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมและคอร์รัปชั่น โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า จัดการกับปัญหาดังกล่าวได้
    กรณีการเปิดบ่อนคาสิโนในมาเลเซียนั้น รัฐบาลอนุญาตให้ผู้ประกอบการเพียงรายเดียว และ ควบคุมพื้นที่ให้อยู่บริเวณเกนติ้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะสามารถควบคุมผู้เข้ามาเล่นการพนันได้ ทำให้ผลกระทบเชิงสังคมไม่มีเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แม้จะพบผู้มาเล่นพนันที่เป็นอิสลามแต่ทางการยืนยันไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนมาเลเซียเชื้อสายจีนที่มีฐานะตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป ทั้งนี้ รายได้ในคาสิโนดังกล่าวมีถึง 6.58 หมื่นล้านบาทในปี 2557 
    :กรุงเทพธุรกิจ

    วันที่โพสข่าว : 25 กพ. 2559 เวลา 18:23 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.