วันพุธที่  29 มิถุนายน 2559 เวลา 12:25 น.
  • 15:02 น. Listen

    "สมชัย"เผยหลังถก“วิษณุ” ให้รณรงค์ประชามติได้แค่ในเวทีกกต.  

     
     
     
      
    เมื่อเวลา 13.00น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่า นายวิษณุเชิญกกต.มาหารือรายละเอียดการทำทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่เป็นการหารือในประเด็นข้อกฎหมายและแก้ไขข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญอย่างไรเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดในการดำเนินการ ซึ่งหลักการที่เคยคุยกันครั้งที่แล้วในเรื่องเกณฑ์การตัดสินเสียงประชามติจะต้องเสียงข้างมากของผู้ใช้สิทธิ์เป็นเกณฑ์ มีการปรึกษากันว่าข้อความที่ถูกต้องเหมาะสมที่ไม่ต้องตีความอีกจะเป็นอย่างไร ถ้าเขียนไม่ชัดเจนก็จะเกิดการตีความอีก ซึ่งกกต.ได้กราบเรียนนายวิษณุว่าขอให้กราบเรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วยว่า กกต.หวังผลที่ต้องการให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นที่ยอมรับ และกระบวนการจัดทั้งหมดให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วย


    นายสมชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังหารือถึงการส่งร่างรัฐธรรมนูญไปให้ถึงมือประชาชน 80% มีการคุยกันว่าจะยกหลักเกณฑ์นี้ออก และใช้ถ้อยคำว่า “หลังจากที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แล้ว หลังจากนั้นจะมีการสรุปสาระสำคัญส่งให้กกต. และกกต.จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติภายในเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน ดังนั้นวันออกเสียงประชามติจะใกล้เคียงกับกำหนดเดิมหรือบวกไปไม่เกิน 7 วัน ส่วนจะเป็นวันใดนั้นจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ส่วนระยะเวลาในการเผื่อให้ประชาชนได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มนั้นเชื่อว่าเพียงพอ เพราะหลังจากกรธ.ส่งร่างรธน.ให้กกต. กกต.ก็จะมีหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญในทุกรูปแบบ ทุกช่องทาง ให้กว้างขวางที่สุด คิดว่าตั้งแต่ 9 เม.ย. 2559 เป็นต้นไป ร่างรธน.จะถูกเผยแพร่สู่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสพูดคุยกัน ส่วนกกต.ก็จะจัดเวทีกลางให้ทุกฝ่ายที่จะรณรงค์ทั้งซีกที่รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ตามก็สามารถใช้เวทีกลางของกกต.ในการที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะได้


    นายสมชัย กล่าวอีกว่า การจัดพิมพ์ร่างรธน.ฉบับเผยแพร่จะมีการจัดพิมพ์ 3 รูปแบบ ที่กกต.มีการออกแบบไว้ คือ 1.จัดพิมพ์ฉบับเต็มจำนวน 1.2 ล้านฉบับ แจกจ่ายตามแหล่งชุมชนที่ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้าน แหล่งเรียนรู้ของการศึกษานอกโรงเรียน ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน ตำบล โรงเรียนต่างๆ 2.จัดพิมพ์แบบสรุปสาระสำคัญ ที่กรธ.ส่งให้กกต.ที่จะมีความยาวไม่เกิน 20 หน้า ที่จะพิมพ์ 6 ล้านฉบับเพื่อแจกประชาชนที่จะขอ 3.แบบสรุปย่อสาระสำคัญที่สั้นลงอีก จะพิมพ์จำนวน 17 ล้านฉบับ ที่แจกทุกครัวเรือนที่มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ซึ่งทั้งสามรูปแบบจะออกเผยแพร่ต่อประชาชนในลักษณะที่นำเสนอต่อข้อเท็จจริงเท่านั้นไม่มีความเห็นว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้าน และถ้ามีแจกแล้วยังไม่เพียงพอก็สามารถจัดพิมพ์เพิ่มเติมได้ เพราะยังมีงบประมาณที่สามารถแบ่งมาจัดพิมพ์เพิ่มเติมได้อีก

        
    “ทั้งนี้ในส่วนของงบประมาณในการจัดพิมพ์เอกสารจะลดลงจาก 800 ล้านบาท เหลือ 200ล้านบาท ที่รวมถึงวิธีการเผยแพร่ด้วย เช่น ผ่านทางเว็บไซต์ โทรศัพท์มือถือ ที่กกต.จะทำแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือในการดูสาระสำคัญของร่างรธน.ทั้งฉบับเต็มและฉบับย่อที่เป็นการลดงบประมาณในการจัดพิมพ์ลง”นายสมชัย กล่าว

      
    นายสมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ จะมีการแก้ไขใหม่เพื่อขยายให้ผู้มีสิทธิ์ให้ได้มากกว่าเดิม โดยจะใช้เกณฑ์อายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ไปจนถึงวันที่ออกเสียงประชามติ ที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ซึ่งคุณสมบัติเดิมจะระบุว่าอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการออกเสียงหรือเลือกตั้ง ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวจะทำให้มีผู้ออกมาออกเสียงมากกว่าเดิมส่วนจะเพิ่มขึ้นเท่านั้นตนไม่ทราบต้องตรวจสอบกับสำนักทะเบียนราษฎร์ กระทรวงมหาดไทย


    นายสมชัย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้มีการหารือถึงการซักซ้อมเพื่อดูแลความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ว่ามีสิ่งใดบ้างควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหลักเกณฑ์ก็เป็นไปตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทำได้ จะเรียกว่าคว่ำหรือไม่คว่ำตนไม่ทราบ แต่รณรงค์ว่าไม่เห็นชอบสามารถทำได้เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นจากซีกฟากหนึ่ง เพียงแต่กระบวนการในการรณรงค์ต่างๆจะต้องไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง จะต้องไม่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบจากกลุ่มการเมือง หรือเอื้อประโยชน์กับกลุ่มการเมือง ไม่ใช้ถ้อยคำเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีหรือถ้อยคำที่สร้างความเสียหายให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ก็สามารถร้องเรียนเข้ามาได้

     
    “ตรงนี้อยากให้ประชาชนสบายใจว่าจะไม่มีกฎหมายใหม่อะไรมาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั้งสิ้น ทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรี เพียงแต่ต้องมีขอบเขต เป็นเหตุเป็นผล ที่ไม่นำไปสู่ความแตกแยกและความก้าวร้าวเท่านั้นเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประชาชน การเมืองและกกต. โดยเฉพาะกกต.เอง ถ้าทำผิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เป็นกลางก็จะมีโทษเช่นเดียวกัน และบทลงโทษจะรุนแรงยิ่งกว่าประชาชนเสียอีก เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจะถูกลงโทษสองเท่า ”นายสมชัย กล่าว
      

    เมื่อถามถึงงบประมาณโดยรวมในการจัดการออกเสียงประชามติ นายสมชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆที่เข้ามาร่วมทำงานกับกกต. ตัวเลขต่างๆยังไม่ได้ข้อยุติ แต่คาดว่าไม่เกิน 3,400 ล้านบาท และอาจจะต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ เมื่อถามถึงกรณีที่หน่วยงานรัฐร่วมรณรงค์ เช่น ใช้นักศึกษาวิชาทหาร หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในการรณรงค์จะมีความผิดหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ถ้าใช้หน่วยราชการ บุคลากรของรัฐไปให้ข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ผิด เพราะเป็นเครื่องมือของกกต.ในการให้ความรู้แก่ประชาชน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไปบอกประชาชนว่าให้รับหรือไม่ควรรับ ก็จะมีความผิด “รณรงค์ให้ทราบทำได้ครับ ให้ทราบเนื้อหาของร่าง ทราบถึงเนื้อหาของประชามติทำได้ แต่ไม่ใช่ให้รด.ไปบอกว่าให้รับ แบบนั้นทำไม่ได้ รณรงค์ให้รู้ถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญโดยข้อเท็จจริงทุกฝ่ายทำได้หมดครับ”นายสมชัย กล่าว
     

    เมื่อถามว่ากกต.มีการเสนออะไรเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่งคสช.บางคำสั่ง เช่น เกี่ยวกับการประชุมพรรคการเมือง หรือประชาชนทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพื่อสร้างบรรยากาศสนับสนุนการทำประชามติหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ไม่มีการเสนอ แต่ถ้าคำสั่งคสช.ไม่ยกเลิกก็สามารถมาพูดจาแสดงความคิดเห็นได้ในเวทีของกกต.ได้ เพราะเวทีของกกต.มีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าพูดนอกเวทีก็ตัวใครตัวมัน


    เมื่อถามถึงบทลงโทษของการปลุกระดมให้ล้มประชามติ นายสมชัย กล่าวว่า คำว่า คว่ำรัฐธรรมนูญกับล้มประชามติไม่เหมือนกัน ถ้าคว่ำรัฐธรรมนูญก็คือไม่รับรอง ไม่มีบทลงโทษอะไรถ้าบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นคว่ำรัฐธรรมนูญไม่ผิด แต่ถ้าคว่ำประชามติผิด เพราะกรณีล้มประชามติคือการขัดขวางไม่ให้ไปทำประชามติก็เป็นเรื่องที่เหมือนขัดขวางการเลือกตั้งก็ว่าไป การทำให้ล้มไปในจุดใดจุดหนึ่งสมมติว่าไปขวางหน่วยแล้วหน่วยนั้นออกเสียงไม่ได้ ก็จะโดนฟ้องร้อง จะโดนฟ้องทางแพ่งเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถ้าขวางให้ล้มทั้งประเทศก็รับผิดชอบทั้งหมด 3 พันล้านบาท คนทำเสียก็ต้องรับผิดชอบ


    เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเรียกค่าเสียหายจากการล้มการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 นายสมชัย กล่าวว่า คาดว่าเรื่องนี้จะเข้าที่ประชุมกกต.ในสัปดาห์หน้า และคงจะมีข้อสรุปออกมาชัดเจน แต่ใช้หลักการเดียวกันคือใครทำให้เสียคนนั้นรับผิดชอบ เมื่อถามว่าแนวโน้มของคนที่จะมารับผิดชอบการล้มการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายที่มาชุมนุม นายสมชัย กล่าว ไม่รู้ อย่าเพิ่งพูดเลย แต่ใครทำให้เสียจะต้องรับผิดชอบ ใครทำให้เสียคนนั้นต้องจ่าย
     

    วันที่โพสข่าว : 25 กพ. 2559 เวลา 15:02 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!