วันพุธที่  29 มิถุนายน 2559 เวลา 05:15 น.
  • 13:43 น. Listen

    คุก2ปีไม่รอลงอาญาพ.ต.อ.ชาญชัยเสนอสินบนตศร.เอื้อคดียุบทรท.

    ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 19 ก.พ.2559 เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.3559/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีต ผกก.สภ.ต.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานฯ เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167
     
    ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 25 ก.ย.56 บรรยายพฤติการณ์สรุป เมื่อวันที่ 16 – 22 ต.ค.49 จำเลยได้ไปพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ห้องทำงานที่ศาลฎีกา แล้วรับว่าจะให้เงินจำนวน 15 ล้านบาทกับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อให้ช่วยเหลือในการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ม.ล.ไกรฤกษ์ การไปพบก็เพื่อส่งหนังสือเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่น และการกล่าวถึงสินบนก็เพียงพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนเท่านั้น เพราะขณะนั้นมีข่าวลือเรื่องวิ่งเต้นคดี

    โดยศาลชั้นต้นมีพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.57 ว่า โจทก์ มี ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นพยานเบิกความ ซึ่งพยานโจทก์ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ขณะที่การกระทำของจำเลย ถือเป็นการเห็นแก่ตัว ทำลายความเชื่อถือและศรัทธาของระบบศาลและตุลาการซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167 ให้จำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา ต่อมาจำเลย ยื่นอุทธรณ์
     
    ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่า โจทก์ มี ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นพยานเบิกความว่า หลังจบการศึกษานิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จำเลยและพยานไม่เคยติดต่อพูดคุยกัน แต่เมื่อได้รับเลือกเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำเลยได้ขอเข้าพบมาแสดงความยินดีและพูดคุยว่าจำเลยเป็นหนี้บุญคุณ คุณหญิงอ้อ ถ้าพยานยอมช่วยเหลือจะได้รับเงิน 15 ล้านและจำเลยขอส่วนแบ่ง 5% ต่อมาวันที่ 22 ต.ค.49 จำเลยยังมาพบกับพยานอีกครั้งที่บ้านอ้างนำบัตรเชิญเลี้ยงรุ่นมาให้และพูดลอยๆว่า 30 ล้าน พยานจึงบอกให้จำเลยกลับไป และห้ามพูดเรื่องนี้อีก ซึ่งพยาน ได้ทำบันทึก ถึงนายปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกาและประธานศาลรัฐธรรมนูญ (เมื่อปี 2549) สอดคล้องกับคำเบิกความ ของรองเลขานุการศาลฎีกา ในรายละเอียดการทำหนังสือเพื่อส่งถึงนายปัญญา
     
    ขณะที่ยังมีนายจรัญ ภักดีธนากุล , นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้พิพากษาและอดีตผู้พิพากษา เบิกความว่า ม.ล.ไกรฤกษ์ ได้เล่าเรื่องที่จำเลยเข้าพบแล้วมีการพูดถึงเรื่องเงินให้ฟัง ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสามปาก ก็มีตำแหน่งสำคัญ อีกทั้ง ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจำเลย และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะกุเรื่องปรักปรำจำเลย และขณะนั้นพรรคไทยรักไทยเองก็เป็นรัฐบาล หากปรักปรำก็จะเป็นการสร้างความเข้าใจผิด
     
    ส่วนที่จำเลย อ้างว่าเป็นเพียงการพูดหยอกล้อ หลังจากที่มีข่าวเรื่องการวิ่งเต้นนั้น เมื่อฟังได้ว่าตั้งแต่จบการศึกษาจนถึงก่อนที่จะเกิดเหตุดังกล่าว ม.ล.ไกรฤกษ์และจำเลยไม่ได้มีความสนิทสนมกันถึงขนาดรับประทานอาหารหรือไปไหนมาไหนด้วยกัน จึงไม่ใช่เหตุที่พยานจะมาพูดคุยหยอกล้อเรื่องดังกล่าว และข้อเท็จจริงข่าวการวิ่งเต้นเกิดขึ้นภายหลังจากนายจรัญ ออกมาให้สัมภาษณ์ เมื่อเดือน มิ.ย.50 พยานจำเลยไม่มีน้ำหนัก พยานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมาที่บ้านพยานและเสนอเงิน 15-30 ล้านบาทเพื่อจูงใจให้การตัดสินคดียุบพรรคเป็นประโยชน์ต่อพรรคไทยรักไทย
     
    และที่จำเลยอ้างว่า ม.ล.ไกรฤกษ์ ไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยตั้งแต่เกิดเหตุ แต่หลังจากนั้น 10 เดือนนายวีระ สมความคิด จึงแจ้งความ คำเบิกความ ม.ล.ไกรฤกษ์ จึงมีข้อพิรุธสงสัยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ชั้นนำสืบได้ความว่า ม.ล.ไกรฤกษ์ กำลังปฏิบัติหน้าที่ตุลาการ และเมื่อนายวีระ แจ้งความแล้ว จึงไม่ได้ดำเนินการอีก แม้คดีมีเพียง ม.ล.ไกรฤกษ์ เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว พยานอื่นเป็นพยานบอกเล่า แต่พยานก็ได้รับความไว้วางใจดำรงตำแหน่งตุลาการที่สำคัญ จากความซื่อสัตย์สุจริต ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเหมาะสมพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว
     
    ส่วนที่มีเหตุให้รอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยก็เคยเป็นตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเกียรติภูมิตุลาการอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยได้รับข้อเท็จจริงตามฟ้อง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ พิพากษาแก้เป็นให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
      
    ภายหลังทนายความของ พ.ต.อ.ชาญชัย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 300,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาสู้คดี ซึ่งขณะนี้คำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

    วันที่โพสข่าว : 19 กพ. 2559 เวลา 13:43 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวเด่นวันนี้

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.