วันอาทิตย์ที่  26 มิถุนายน 2559 เวลา 15:06 น.
  • 17:11 น. Listen

    ทูตอินโดพบนายกฯ เพื่ออำลาจากตำแหน่ง 

    เมื่อเวลา 13.30 น. นายลุตฟี ราอุฟ (H.E. Mr. Lutfi Rauf) เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่ออำลาจากตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล สรุปดังนี้  นายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจกับเหตุระเบิดและการกราดยิง ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2559 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 รายและบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง และขอร่วมกับรัฐบาลอินโดนีเซียประณามอาชญากรรมและการก่อความรุนแรงในครั้งนี้ โดยเห็นพ้องว่า การก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่ประเทศในอาเซียนต้องเตรียมรับมือและป้องกันมากขึ้นกว่าเดิม และเสนอให้มีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่เข้มแข็งระหว่างไทยกับอินโดนีเซียและในอาเซียน
     
    นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นขึ้น ตลอดจน การช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยไปยังรัฐบาลอินโดนีเซีย พร้อมย้ำจุดยืนของไทยที่จะร่วมมือกับอินโดนีเซียต่อไปในสาขาที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ตามหลักการ ไทย + 1 และอาเซียน +1 พร้อมเสนอการสร้างการรวมกลุ่มของประเทศในอาเซียนแบบ package ตามกลุ่มสินค้าที่แต่ละประเทศมีศักยภาพ เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและอำนาจต่อรองในตลาดโลก แทนการแข่งขันกัน อาทิ ความร่วมมือด้านการประมงระหว่างไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเรื่องส่วนแบ่งทางการตลาด การบริหารจัดการเรื่องการจับปลาในน่านน้ำร่วมกัน และจะช่วยแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรอื่นๆ อาทิ ข้าว ยางและปาล์ม ซึ่งหากประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถร่วมมือกันได้ จะแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยังช่วยปรับปรุงคุณภาพสินค้า

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเสนอให้มีการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกันในอาเซียน เพื่อนำวัตถุดิบทางการเกษตร ที่เหลือจากการใช้ภายในประเทศ มาแปรรูปเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่มีความต้องการในตลาดโลก โดยสร้างเป็นอาเซียนแบรนด์ ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ เห็นว่าเป็นประโยชน์และอยู่ในความสนใจของอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน
     
    ประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคี ไทยและอินโดนีเซียมีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินโดนีเซีย กว่า 65 ปี โดยในปีที่ผ่านมา มีความร่วมมือที่ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าการลงทุน ที่แม้จะปริมาณการค้าจะลดลงเนื่องจากการหดตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ในแง่การลงทุน มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นในอินโดนีเซีย และมีนักลงทุนอินโดนีเซียมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย โดยเฉพาะข้าว ก็เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอินโดนีเซียประสบกับภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา และในปีนี้ ยังมีความต้องการที่จะร่วมมือกับไทยด้านความมั่นคงทางอาหาร (food security) มากขึ้น
     
    นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยและอินโดนีเซีย ยังมีความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการส่งกลับลิงอุรังอุตังคืนอินโดนีเซีย จำนวน 14 ตัวด้วย
    เอกอัครราชทูตฯ ยังได้แสดงความชื่นชมต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ของรัฐบาลไทยที่มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด และยืนยันว่า อินโดนีเซียจะร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยกำลังมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันในเรื่องนี้ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงอินโดนีเซียเป็นประธานร่วม และจะมีการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งแรก ในช่วงต้นปีนี้
     

    วันที่โพสข่าว : 21 มค. 2559 เวลา 17:11 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.