วันพุธที่  28 กันยายน 2559 เวลา 12:24 น.
  • 13:28 น. Listen

    "กรธ."ถกหมวดองค์กรอิสระ-วางหลักการทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ         

            
            
                      
           
                    
    การประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันนี้(15มค.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรธ. วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า ได้เข้าสู่หมวด 9 องค์กรอิสระ ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ในช่วงของการประชุม กรธ. ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังการพิจารณา
                            
                    
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวได้เพิ่มเติมประเด็นที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550  คือ ในร่างมาตราตอนต้น เป็นบทว่าด้วยการวางหลักการเกี่ยวกับองค์ประกอบของกรรมการสรรหาองค์กรอิสระยกเว้นกรรมการสิทธิมนุษยชน  ประกอบด้วย ประธานศาลฏีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ตุลาการศาลปกครองที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 1คน ซึ่งเลือกจากที่ประชุมศาลปกครองสูงสุด และอีก 5 คน มาจากบุคคลที่กรรมการองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้คัดเลือกจากบุคคลภายนอกองค์กร องค์กรละ 1  คน 
                               
                    
    นอกจากนั้นได้กำหนดเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกรรมการในองค์กรอิสระทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง เที่ยงธรรม มีความกล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ ส่วนการกำหนดการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นได้เพิ่มเติมประเด็นช่วงอายุของกรรมการ ที่ต้องอยู่ระหว่าง 45-70 ปี ขณะที่ประเด็นความเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองนั้น กำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น  ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี  
                   
                    
    ขณะที่ร่างบทบัญญัติว่าด้วยการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ ได้เพิ่มช่องทางนอกจากการให้ผู้ที่มีคุณสมบัติซึ่งสนใจสมัครเข้ารับการสรรหาด้วยตนเองแล้ว ยังเปิดโอกาสให้กรรมการสรรหานั้นคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมทั่วไป โดยมีเหตุผลสำคัญคือ เพื่อต้องการให้การเลือกสรรกรรมการในองค์กรอิสระได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่เลือกคนที่แย่ที่สุดจากบรรดาผู้ที่มาสมัครเข้ารับการสรรหา นอกจากนั้นได้กำหนดหน้าที่สำคัญกับองค์กรอิสระทุกองค์จัดทำมาตรฐานจริยธรรมเพื่อบังคับใช้กับทุกองค์กรอิสระรวมถึงผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยงานธุรการขององค์กร และมีผลให้ใช้บังคับกับส.ส., ส.ว. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งนี้กำหนดด้วยว่าการจัดทำมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องรับฟังความเห็นของส.ส., ส.ว. และครม. ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือต้องกำหนดลักษณะของการฝ่าฝืนจริยธรรมที่ร้ายแรงไว้ด้วยเพื่อป้องกันปัญหาการตีความ อย่างไรก็ตามในบทบัญญัติได้เปิดช่องให้ส.ส., ส.ว.และครม. สามารถกำหนดจริยธรรรมเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ด้วย
                    
                    
    ต่อมาที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาร่างมาตราว่าด้วย กกต. โดยได้วางหลักการให้ กกต. มาจากการสรรหา จำนวน 7 คน แบ่งเป็น มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการบริหาร และจัดการการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม จำนวน 5 คน และมาจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษณ์และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2 คน 


    ทั้งนี้เมื่อการสรรหาดำเนินการแล้วเสร็จ ต้องส่งให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนี่ง ขณะที่ประเด็นของการปฏิบัติหน้าที่นั้น กำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ส่วนกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ กกต. มีตำแหน่งว่างลงและเหลือกรรมการไม่ถึง 4  คน ให้กรรมการฯทำงานได้เท่าที่จำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยมีเหตุผลประกอบคือ เพื่อกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันกับ กกต. จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น เครื่องบินตกแล้ว กกต.ตายเป็นต้น
                        
                    
    ส่วนการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกกต. นั้น มีสาระสำคัญ คือจัดการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกส.ว., เลือกตั้งงสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นและการออกเสียงประชามติ พร้อมกับควบคุมให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมและเป็นไปตามกฎหมาย กรณีที่พบเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งส.ส., เลือกส.ว. เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ให้มีอำนาจสืบสวนได้ โดยกำหนดรายละเอียดว่า การสืบสวนดังกล่าว กกต. สามารถมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการแทนได้ แต่ต้องเป็นไปภายใต้การกำกับและหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้คณะบุคคลดังกล่าวใช้อำนาจตามอำเภอใจ จนถูกร้องเรียนเหมือนที่ผ่านมา กรณีที่ผลการสืบสวนดังกล่าวพบความไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เที่ยงธรรม กกต. สามารถออกคำสั่งระงับ ยับยั้ง หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกผลการเลือกตั้งได้ รวมถึงมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือเลือกใหม่ หรืออกเสียงประชามติใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยได้  โดยมีคำอธิบาย อาทิ การใช้อำนาจสั่งระงับ ยับยั้งการเลือกตั้งหรือเลือก หรือลงประชามติ อาจหมายถึงการพบความผิดซึ่งหน้า เช่น การยกหีบบัตรเลือกตั้งหนีต่อหน้า เป็นต้น รวมถึงให้มีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกกต. ต่อวิธีการเลือกตั้งและการพิจารณา ที่ประชุมได้ให้คณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปรับแก้ก่อนนำมาเสนอในที่ประชุมพิจารณาต่อไป
                         
               
                    
                 

    วันที่โพสข่าว : 15 มค. 2559 เวลา 13:28 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.

วีดีโอ ผู้ชมสูงสุดใน 24 ชม.