วันพุธที่  1 มิถุนายน 2559 เวลา 14:25 น.
  • 21:15 น. Listen

    “ป.ป.ช.”โต้เดือด“ศาลปกครองสูงสุด” ก้าวล่วงอำนาจองค์กรตามรธน.  

     
     
     
     
    เมื่อเวลา 17.00น. วันที่ 14 มกราคม 2559 นายสรรเสริญ พลจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.แถลงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในคดีระหว่าง นายสมปอง คงศิริทที่ฟ้องร้องดำเนินคดีต่ออธิบดีกรมที่ดินโดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยสรุปว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยในความผิดฐานอื่นเป็นการกระทำไม่มีอำนาจตามกฎหมายจึงไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีที่จะถือเอารายงานการไต่สวนและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาพิจารณาโทษผู้ฟ้องคดีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามความผิดดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ทางป.ป.ช.เคารพคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า1.คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีที่มาตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540(ในขณะนั้น) ซึ่งมาตรา 301 (3) ในรัฐธรรมนูญบัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไปตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 2542 


    ดังนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญการที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าจากการไต่สวนข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการป.ป.ช.ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าผู้ฟ้องคดีจงใจหรือมีเจตนากระทำการหรือละเว้นไม่กระทำการใดๆ ร่วมกับผู้อื่นกระทำการหรือละเว้นไม่กระทำการในการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการจึงเป็นการวินิจฉัยก้าวล่วงอำนาจหน้าที่และการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยของคณะกรรมการป.ป.ช.ที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 (ในขณะนั้น) โดยมาตรา 223 (2)บัญญัติว่าอำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น


    นายสรรเสริญ กล่าวว่า 2.การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่าความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม จึงเป็นมูลความผิดทางอาญา ส่วนความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ถือเป็นมูลความผิดทางวินัย ดังนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผู้ฟ้องคดีเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดคลาดเคลื่อนกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพราะความหมายของคำว่า ทุจริตต่อหน้าที่ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนดคำนิยามไว้ในมาตรา 4 หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่มิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่นซึ่งมิใช่ความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่เป็นมูลความผิดทางอาญาเห็นได้จากบทบัญญัติในม.123 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี2542 ที่กำหนดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นการนำนิยามคำว่า ทุจริตต่อหน้าที่มาบัญญัติไว้เป็นองค์ประกอบความผิดและเป็นบทบัญญัติที่มีโทษทางอาญาอีกทั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้นแต่อาจเป็นความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยด้วยก็ได้


    นายสรรเสริญ กล่าวว่า3.เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้วบทบัญญัติมาตรา91กำหนดว่า ในกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลความผิดให้ดำเนินการดังต่อไปนี้(1) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัยให้ดำเนินการตามมาตรา92(2) ถ้ามีมูลความผิดทางอาญาให้ดำเนินการตามมาตรา 97ซึ่งเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 91ได้แยกกระบวนการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่างหากจากกันโดยมิได้กำหนดให้ต้องมีมูลความผิดทางอาญาก่อนแล้วจึงสามารถดำเนินการทางวินัยต่อไปได้อีกทั้งตามมาตรา 91 (1) ก็มิได้บัญญัติว่าจะต้องมีมูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเท่านั้น นอกจากนี้มาตรา 92 ได้บัญญัติว่าในกรณีมีมูลความผิดทางวินัยเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัยอันแสดงให้เห็นว่าหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วเห็นว่าแม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่มีมูลความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการแต่หากปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัยฐานอื่นอันเป็นผลจากการกระทำความผิดที่มีการกล่าวหาแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินัยในฐานความผิดอื่นตามมาตรา 92 ได้ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยว่ามูลความผิดทางวินัยตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี2542มิได้มีความหมายเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้นและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2552พิพากษาสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (ไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ) เป็นการกระทำโดยชอบแล้วนายสรรเสริญ กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และโดยที่คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต อีกทั้งยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว ตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  2.ให้ยื่นคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งชี้ขาด คดีดังกล่าวใหม่ตามมาตรา 75 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
     
     

    วันที่โพสข่าว : 14 มค. 2559 เวลา 21:15 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!