วันศุกร์ที่  30 กันยายน 2559 เวลา 01:57 น.
  • 18:02 น. Listen

    “ศปมผ.”แจงคืบหน้าแก้ปัญหาไอยูยู ก่อนอียูส่งคณะประเมิน           

              
              
      
     
    ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีการจัดแถลงข่าว ในประเด็นความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (IUU) ของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย(ศปมผ.) ก่อนที่คณะจากสหภาพยุโรป(อียู) จะเดินทางมาตรวจและประเมินผลการดำเนินการของประเทศไทยในระหว่างวันที่ 18-22 ม.ค. นี้ ทั้งนี้ในการแถลงข่าวมี 7 หน่วยงานหลักร่วมแถลง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมการจัดหางาน พร้อมกับเชิญตัวแทน 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมโรงงาน สำนักงานอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมไปถึงภาคเอกชน ภาคประชาชนและแรงงานในอุตสาหกรรมประมงทั้งคนไทยและต่างด้าวเข้าร่วมในการแถลง โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจในการทำข่าว

                        
    โดยในการแถลงมีการแจกเอกสารสรุปการแก้ไขปัญหา โดยแบ่งเป็นหัวข้อในการดำเนินการ คือ1.การเสนอร่างกฎหมายและการประกาศใช้จุดมุ่งหมายที่สำคัญนั้น มีการออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 จำนวน 176 มาตรา ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้เมื่อ 14 พ.ย.58 ออกอนุบัญญัติ 91 ฉบับ โดยต้องดำเนินการเร่งด่วนก่อน 52 ฉบับ ซึ่งมีผลดำเนินการดังนี้ 1. ร่างอนุบัญญัติ เร่งด่วน 52 ฉบับ เสร็จเรียบร้อย 2.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 35 ฉบับ 3. รอกฤษฎีกาตรวจละเอียด 12 ฉบับ 4.อยู่ระหว่างตั้งกรรมการภาคประชาชน 5 ฉบับ (ภายใน ก.พ.59) และมีการนำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติ โดยผ่านศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก 28 ศูนย์ เจ้าหน้าที่ประมง แรงงาน เจ้าท่าและชุดสหวิชาชีพบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงทำคู่มือรู้กฎหมายประมง “ฉบับชาวประมง”

              
    การพัฒนาระบบ ในส่วนของระบบติดตามควบคุมและเฝ้าระวัง มีการวางระบบที่ ศปมผ. และกรมประมงเรียบร้อย และอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบควบคุมและติดตามไปยังศูนย์ย่อย ส่วนการติดตั้งระบบ VMS ในเรือประมงขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป ดำเนินการไปแล้ว จำนวน 2,076 ลำ จาก 2,216 ลำ คิดเป็นร้อยละ 93.7 โดยมีผลงานเชิงประจักษ์ในการติดตามเรือที่ผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง และจัดทำระบบแจ้งเตือนเรือประมงขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป
           

    ส่วนระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีการวางระบบ E-License พร้อมใช้งานใน 30 มี.ค.59 มีการพัฒนาระบบจัดระเบียบเรือ อาชญาบัตร แบบ Real Time และ On Line ตั้งแต่ ธ.ค.58 เรียบร้อยแล้ง และกำลังขยายเครือข่ายไปสู่ศูนย์ย่อย มีการฝึกอบรมสร้างองค์ความรู้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ และอยู่ในระหว่างขออนุมัติเปิดหลักสูตร มีการฝึกอบรมผู้สังเกตการณ์บนเรือ Observer On Board ในเรือประมงขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป เรียบร้อยชุดแรก เมื่อ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา และส่งปฏิบัติงานแล้วเมื่อ ม.ค.59

       
    ส่วนประเด็น การบังคับใช้กฎหมายในเรือประมงมีการจัดชุดบูรณาการตรวจและบังคับใช้กฎหมายในลักษณะสหวิชาชีพ มีการประกาศไม่ให้มีการขนย้ายสัตว์น้ำในทะเล ภายในระยะเวลา 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.58 มีการตรวจเรือขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป ในประเทศจำนวน 474 ลำ คิดเป็นร้อยละ 215 ของจำนวนที่กำหนดไว้ใน แผนบริหารจัดการประมงทะเลไทย 2258-2564 โดยตรวจพบการกระทำความผิดรวม 78 ราย มีข้อกล่าวหาทำการประมงผิดกฎหมาย 57 ราย แรงงานผิดกฎหมาย 20 ราย ค้ามนุษย์ 1 ราย นอกจากนี้ยังมีการตรวจเรือขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป นอกน่านน้ำ จำนวน 73 ลำ ตรวจไปแล้ว 53 ลำ อยู่ระหว่างเดินทางกลับมาตรวจ 20 ลำ โดยตรวจพบการทำความผิดกฎหมาย 12 ลำ ซึ่งไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
       

    ส่วนการบังคับใช้กฎหมายในโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ มีการตรวจโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ จำนวน 145 แห่ง แบ่งเป็น ตรวจโรงงาน 115 แห่ง พบความผิด 52 แห่ง และตรวจล้าง 30 แห่ง พบความผิด 11 แห่ง รวมความผิดที่ตรวจพบทั้งหมด 63 แห่ง สั่งหยุดกิจการ 10 วัน 5 แห่ง และในจำนวนนี้เข้าข่ายปิด 1 แห่ง และในส่วนการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุดรายงานผลการติดตามคดีที่ส่งฟ้องศาล ระบุว่าสำนวนคดีการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ ตั้งแต่ 1 ต.ค.-29 ธ.ค.58 มีจำนวน 41 คดี โดยเป็นคดีความผิดการบังคับใช้แรงงานประมง 8 คดี

              
    สำหรับมาตรการเพิ่มเติม คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบหลักการเมื่อ 12 ม.ค.59 ในร่างกฎกระทรวงห้ามมิให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงาน พ.ศ. ...และร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. ... มีการปรับสถานะแรงงานต่างด้าวในเรือประมงและอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำให้ถูกกฎหมาย และมีการออกประกาศและจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวทำงานประมงได้เป็นเวลา 1 ปี โดยให้นายจ้างนำแรงงานมารายงานตัว นับเป็นการผ่อนผันให้ภาคประมงไม่ต้องถูกส่งกลับ ตั้งแต่ 2 พ.ย.58 - 30 ม.ค.59 รวม 3 เดือน โดยจดทะเบียนแล้ว 12,606 คน ส่วนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำตั้งแต่ 25 พ.ย.58 - 22 ก.พ.59 จดทะเบียนแล้ว 22,443 คน

           
    ส่วนเรื่องความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศ ได้มีการจัดทำข้อตกลงหรือเอ็มโอยู ร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการประมงทะเลทั้งระบบ รวมทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ อาทิ กรีนพีช และ ไอแอลโอฯ ส่วนความร่วมมือกับต่างประเทศ ได้ลงนามเอ็มโอยูด้านการนำเข้าแรงงานกับกัมพูชาและเวียดนามเรียบร้อยแล้ว ลงนามเอ็มโอยูด้านการเกษตรและการประมงกับประเทศฟิจิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เห็นชอบในร่างเอ็มโอยู ร่วมกับฟิลิปปินส์แล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาลงนามในร่างเอ็มโอยู รอการพิจารณาร่างเอ็มโอยูจากปาปัวนิวกินี และเกาหลีใต้ มีการหารือการจัดทำความร่วมมือแล้ว กับประเทศหมู่เกาะ คือ คิรีบาติ โซโลมอน มาแชลส์ ไอส์แลนด์ ไมโครนีเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างเอ็มโอยู อยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือด้านการประมงกับมาเลเซีย รอบการตอบรับการทำเอ็มโอยูด้านการประมงและด้านแรงงานกับเมียนมา อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงไทย-อินโดนีเซีย และสปป.ลาว รอพิจารณาในร่าง MOU ด้านแรงงาน ขณะที่ประเทศสเปนและจีน อยู่ระหว่างการเจรจา

       
    ส่วนประเด็นการช่วยเหลือชาวประมงและแรงงานประมงที่ยื่นเสนอไว้จำนวน 873 ลำ ในวงเงิน 228 ล้านบาท ได้ดำเนินการช่วยเหลือแล้วกว่า 70% ที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนการช่วยเหลือเกี่ยวกับการรับซื้อเรือประมงที่ประสงค์จะเลิกกิจการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 29 ธ.ค.58 วงเงิน 215 ล้านบาท อยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนการรับคำร้องขอคืนสิทธิ์การทำประมงของเรือประมงจำนวน 8,024 ลำ ที่อาจจะตกสำรวจจากการดาเนินการที่ผ่านมา ได้ประกาศให้ชาวประมงสามารถยื่นเสนอเพิ่มเติมภายใน ม.ค.59 นี้

           
    สำหรับการช่วยเหลือด้านแรงงานและลูกเรือประมงไทยจากต่างประเทศกลับประเทศไทยดำเนินการเรียบร้อย จำนวน 1,398 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้เสียหายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ 54 ราย และได้ให้ความช่วยเหลือเรือประมงพื้นบ้านนั้นกรมประมงจะมีการออกประกาศแบ่งเขตทำการประมงพื้นบ้าน เขตทำการประมงพาณิชย์ รวมทั้งจะได้มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มประมงต่าง ๆ และผู้ประกอบการต่อไป

      
    โดยพลตรีคงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลตั้งใจจริงใจในการให้ความคืบหน้าการแก้ปัญหา สืบเนื่องจากการสั่งสมปัญหาตั้งแต่อดีตในหลายรัฐบาลที่ยังไม่ได้แก้ไขเป็นระบบและจริงจัง แต่ประเทศไทยมีพันธสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องปฏิบัติ และเมื่ออียูให้ใบเหลือง ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 58 เราต้องปรับปรุงมาตรฐานให้เรียบร้อยภายใน 6 เดือน ซึ่งเรียนว่าการทำประมงในอดีตมีการทำประมงพื้นบ้านหรือประมงชายฝั่ง เป็นชาวบ้านตามริมฝั่งทะเล อีกส่วนคือประมงน้ำลึกทั้งในน่านน้ำไทยและน่านน้ำสากล โดยผู้ประกอบการที่มีความสามารถสูง แต่ทว่าไม่ได้รับการควบคุมอย่างจริงจัง จึงเป็นส่วนให้ทรัพยากรทางทะเลถูกทำทำลายและเสียหาย และยังเป็นการละเมิดข้อตกลงนานาชาติ ซึ่งปัญหาของประมงมีปัญหา 3 ส่วน คือ เรือ คน และการบริหารจัดการที่ต้องคำนึงกฎหมายในประเทศและต่างประเทศด้วย ซึ่งสัตว์น้ำที่จับได้มากก็นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ก็อาจจะมีการละเมิดสิทธิแรงงาน สินค้าที่ส่งขายก็ส่งขายทั้งในและต่างประเทศโดยมีมูลค่าที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นคสช.และรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนในปัญหา จึงเห็นความสำคัญอย่างมากกับปัญหา จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นวาระแห่งชาติ จึงมอบให้กระทรวงกลาโหม โดยกองทัพเรือในการแก้ปัญหาภาพรวมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการตั้ง ศปมผ. มาตั้งแต่ 1 พ.ค. 2558 ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งนับตั้งแต่วันก่อตั้ง ศปมผ. ทุกส่วนราชการ ภาครัฐ เอกชนและส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขอย่างมากมาย และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมชัดเจน
       

    ด้านพลเรือโทจุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึงการแก้ปัญหาประมงในภาพรวมว่า โจทย์ของเรื่องนี้จะทำหน่วยใดหน่วยหนึ่งไม่ได้ เพราะการแก้ปัญหาต้องแก้เป็นระบบ เพราะเราต้องทำประมงตามมาตรฐานสากล แต่เรามีปัญหาสะสมทั้งเรือ ชาวประมง เครื่องมือ กระบวนการที่ต่อเนื่อง ทำให้มีปัญหาต่อเนื่อง จนอียูให้ใบเหลือง และรัฐบาลได้สั่งการแก้ไขปัญหาโดยศปมผ. และมีการตั้งศูนย์ย่อยจำนวน 28 ศูนย์ใน 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อกำกับในชั้นต้น “เรียนว่าจากเดิมที่มีการทำผิดกฎหมายก็ทำให้ถูกต้องเสีย เรือ คนงาน ผู้ประกอบการที่คิดว่าผิดก็นำมาอยู่บนโต๊ะให้หมด และใครอยู่ในระบบไม่ได้ก็ออกไป ส่วนความคาดหวังในการประเมินของอียูนั้นเรามีการดำเนินการเป็นรูปธรรมอย่างไร เป็นประเด็นต่าง ๆ ที่สามารถจับต้องได้ อียูก็เปรียบเหมือนเป็นครู เขาตรวจให้คะแนนเท่าไรเขาก็ต้องยึดจากมาตรฐานสากกล เพราะเราก็ทำตามที่แนะนำครบถ้วนต่อเนื่องและจับต้องได้ อะไรที่จากไม่มีหรือมีไม่ครบ แม้จะยังไม่เต็มระบบ ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาปรับปรุงก็ได้ดำเนินการ เช่น การทำเอ็มโอยูกับประเทศสเปนที่มีมาตรฐานในการทำประมงก็ต้องใช้เวลา ดังนั้นคิดว่าอียูเขามาดูความตั้งใจว่าเราแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และศปมผ.และรัฐบาล ก็ตั้งใจเอาความจริงใจและตั้งใจและเห็นภาพการบูรณาการร่วมกันให้เขาได้เห็น”พลเรือโทจุมพล กล่าว
        
     
    ขณะที่นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวเชื่อมั่นว่า อียูเข้าใจความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาไอยูยูและการค้ามนุษย์ของไทย โดยดูได้จากแนวโน้มที่เป็นเชิงบวก เพราะในส่วนของสภายุโรปมีการประชุมเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2558 ก็มีมติระบุว่า เขาเห็นความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์และภาคประมงของไทย ซึ่งอันนี้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของสภายุโรปที่ตระหนักถึงความพยายามของรัฐบาลไทย ส่วนบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการทำความเข้าใจกับต่างประเทศนั้นก็มีการดำเนินการ อาทิ การส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ และมีการให้ข้อมูลในงานเทศกาลซีฟู๊ดและเทศอาหารทะเลที่เมืองบรัสเซล ประเทศเบลเยียม รวมถึงสถานทูตไทยประจำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปก็ช่วยให้ข้อมูลและแจ้งพัฒนาการการดำเนินการและมาตรการต่าง ๆ ให้กับสื่อต่างประเทศในประเทศนั้น ๆ ได้เข้าใจ เพื่อให้เห็นความมุ่งมุ่นในการแก้ปัญหาของไทยด้วย
       

    วันที่โพสข่าว : 14 มค. 2559 เวลา 18:02 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวเด่นวันนี้