วันอาทิตย์ที่  26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:39 น.
  • 21:30 น. Listen

    “ขสช.”เปิดแถลงการณ์ 5 ข้อ ปลดบอร์ดส.ส.ส.ไม่เป็นธรรม

     
    ที่สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ถนนราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.59 ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องรวม 20 องค์กร ร่วมกันแถลงข่าวหัวข้อ “กรณีการปลดบอร์ดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(ส.ส.ส.)และชะตากรรมกว่า 2,000 ชีวิต องค์กรภาคประชาชน หลังส.ส.ส.ถูกแช่แข็งร่วม 3 เดือน รวมถึงยังถูกกรมสรรพากรไล่บี้ภาษีหนัก ซึ่งตั้งแต่เวลา 09.00 น. ขบวนการฯ และภาคีเครือข่ายได้มีการประชุมระดมสมองสะท้อนปัญหา โดยยังไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าสังเกตการณ์แต่อย่างใด


     
    ต่อมาเมื่อการประชุมเสร็จสิ้น ทางขบวนการฯ และภาคีเครือข่ายฯ ร่วมกันแสดงจุดยืน และอ่านแถลงการณ์ 5 ข้อ โดยนายธีระ วัชระปราณี ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ ว่า1.ขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชนเห็นว่าการปลดบอร์ดส.ส.ส.ทั้ง 7 คน เป็นไปโดยไม่ชอบธรรม เนื่องจากไม่พบทุจริต อีกทั้งการดำรงตำแหน่งก็มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งนายกรัฐมนตรีอ้างว่าเพื่อไม่ให้ขัดขวางการตรวจสอบ ดังนั้นเมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นลง พบว่ากรรมการที่ถูกปลดออกไม่ได้ดำเนินการใดๆที่บกพร่องต่อหน้าที่ รัฐบาลต้องคืนความเป็นให้กับคณะกรรมการทุกท่าน ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว อย่างไรก็ตามขบวนการฯมีข้อเสนอ ให้ยกเลิกการสั่งที่ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากการเป็นกรรมการและดำรงตำแหน่งในส.ส.ส.และกลับเข้ามาปฏิบัติงานได้หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้นลงโดยเร็ว ขณะนี้สัดส่วนของคณะกรรมการ เหลือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพียง 2 คน และกรรมการสัดส่วนจากภาครัฐ 11 คน ดังนั้นหากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่ประสงค์จะดำรงตำแหน่งต่อ กระบวนการสรรหา แต่งตั้ง ซึ่งขาดการถ่วงดุลจากผู้ทรงคุณวุฒิ อาจได้คุณสมบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย จึงขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจ ดำเนินการเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามพ.ร.บ.กองทุนส.ส.ส.ปี 2544 ซึ่งขบวนการฯจะติดตามความคืบหน้าการประชุมของคณะกรรมการส.ส.ส.ในวันที่ 15 ม.ค. นี้ อย่างใกล้ชิด หากพบเป็นไปโดยมิชอบ หรือไม่มีความคืบหน้า จะเคลื่อนไหวใหญ่ทั่วประเทศ และจะแถลงต่อไป
     


    2.กรณีการระงับการจ่ายงบประมาณดำเนินการ 1,953 ล้านบาท และไม่อนุมัติโครงการที่มีงบฯเกิน5ล้านบาท จำนวน 515 โครงการ มีผู้ปฏิบัติงานได้รับผลกระทบประมาณ 5,200 คน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 3,400 คน ขาดงบฯดำเนินการ และค่าตอบแทน ซึ่งงบฯสนับสนุนในโครงการต่างๆจะเกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานในโครงการย่อย รวมถึงอาสาสมัครไม่เต็มเวลาที่ร่วมงานกับส.ส.ส.เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบไปทุกระดับคาดว่าน่าจะเกิน 10,000 คน และประชาชนหลายภาคส่วนขาดโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากกิจกรรม ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องให้โครงการภาคีร่วมดำเนินงานกับส.ส.ส.ต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามสัญญาที่ทำไว้ร่วมกัน หากโครงการยังถูกแช่แข็ง ไม่จ่ายเงินตามงวดความตกลงที่ได้ลงนามไว้ ขบวนการฯจะยื่นฟ้องส.ส.ส.ต่อศาลปกครอง


     
    3.กรณีผู้มีอำนาจสั่งการให้มีการไล่เบี้ยเก็บภาษีย้อนหลัง 5 ปี ต่อมูลนิธิและองค์กรเกี่ยวข้อง ที่ร่วมปฏิบัติงานกับส.ส.ส.โดยอ้างว่า การดำเนินงานเหล่านี้เป็นการรับจ้างทำของ ต้องเสียภาษีและตีตราอากร ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ว่า องค์กรภาคประชาสังคมกับส.ส.ส.ไม่ได้สัมพันธ์ ในฐานะผู้รับจ้างทำของ แต่เป็นผู้ดำเนินงานแทนส.ส.ส.โดยมีการลงนามความตกลงที่เรียกว่า ข้อตกลงการปฏิบัติงาน ไม่ใช่สัญญารับจ้างทำของ แต่ประการใด ทั้งนี้ส.ส.ส.เคยให้สำนักงานอัยการสูงสุดวินิจฉัยตีความในเรื่องดังกล่าวเมื่อ27 ธ.ค. 2547 วินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินการแทนข้อตกลงร่วมได้แยกงบฯออกเป็น 2 ส่วน คืองบฯค่าตอบแทนบุคลากร จะมีการหักภาษี ที่จ่าย โดยส.ส.ส.จะหักก่อนโอนงบฯให้กับมูลนิธิ และองค์กรที่ร่วมปฏิบัติงาน กับงบฯการดำเนินกิจกรรมตามโครงการเพื่อประโยชน์สาธารณะ มีใบเสร็จหลักฐานต่างๆเอาไว้หมด หากมีเงินเหลือนอกเหนือจากการใช้จ่ายจะต้องส่งคืนส.ส.ส.ตอนหมดสัญญา ซึ่งต้องเป็นไปตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ส.ส.ส.กำหนด โดยถือว่าเป็นผลงาน ของส.ส.ส.


     
    ปัญหาความเดือดร้อนในขณะนี้เกิดขึ้นจากกรณีที่กรมสรรพากรไล่เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และตีความอย่างไม่ชอบธรรมว่าความตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างต้องเสียภาษีในอัตรา3เปอร์เซ็นต์ พร้อมปรับเบี้ย 5-6 เท่า ของงบฯดำเนินการ สร้างความตระหนกเป็นอย่างมาก อาจมีปัญหาเรื่องวินัย ถือเป็นการคุกคามการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างร้ายแรง ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงมีข้อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)กรมสรรพากรทั่วประเทศ ยุติการคุกคามองค์กรต่างๆ ให้ส.ส.ส.ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ และขบวนการฯจะร่วมมือกันฟ้องร้องเพื่อยกเลิกประกาศกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้


     
    ขณะที่นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ตัวแทนเครือข่ายสุขภาวะทางเพศ อ่านแถลงการณ์ต่อว่า 4.ข้อเสนอการปฏิรูปส.ส.ส.ช่วง 1-2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา เกิดการกระจายระบบผูกขาด และรวมศูนย์เกี่ยวกับระบบส่งเสริมสุขภาพ และการที่ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปสุขภาพไม่ให้รวมศูนย์อยู่ในระบบราชการอย่างที่ผ่านมา ส.ส.ส.มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ซึ่งควรปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความโปร่งใสให้เพิ่มมากขึ้น อย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ผู้มีผลงาน ประสบการณ์ เข้าถึงการเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการระดับต่างๆ ไม่จำกัดแค่กลุ่มเดิมๆ ออกระเบียบใหม่เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และผู้ได้ประโยชน์จากการรับทุนอย่างเข้มงวด กระจายไปในระดับภูมิภาคให้มีส่วนตัดสินใจ และประเมินผลการทำงานของทุกระดับในองค์กรส.ส.ส.โดยโปร่งใส และเกิดจากส่วนร่วมของภาคีให้มากขึ้น

     

    5.กรณีโครงการประชารัฐ จากการหารือเดินหน้านโนบายประชารัฐ ที่ไม่สามารถเดินหน้าได้เพราะคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)ไม่อนุมัติโครงการเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ของส.ส.ส. ซึ่งนายกฯได้สั่งการให้แก้ไขโดยแยกโครงการออกเป็น 3 กลุ่ม คือ โครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของส.ส.ส.ที่ไม่มีข้อกังขาให้ผ่านการพิจารณา โครงการประชารัฐของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะของชุมชน สังคม ฐานรากให้ได้รับการพิจาณา และโครงการอื่นๆที่ไม่เข้าข่าย ให้ไปปรับแก้ แล้วเสนอเข้ามาตามขบวนการ อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวชี้ว่า การตีความเรื่องสุขภาวะโดยรวมที่คตร.เห็นว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เกินขอบเขต จนนำมาสู่การตรวจสอบ และแช่แข็ง ล้วนแล้วแต่เป็นความเข้าใจผิดของคตร.เนื่องจากนโยบายต่างๆที่ผ่านมาของส.ส.ส.มีการดำเนินการไม่แตกต่างกับนโยบายประชารัฐ ที่ขอเสนอทุนสนับสนุนจากส.ส.ส.แต่ประการใด การปลดบอร์ด และบีบให้ผู้จัดการส.ส.ส.ต้องลาออก ล้วนเกิดจากความเข้าใจผิดของหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งสิ้น


     
    นอกจากนี้ขบวนการฯยังได้ติดตามการดำเนินโครงการประชารัฐในส่วนที่ขอรับทุนสนับสนุน ว่าจะมีการใช้งบฯในโครงการจนเกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของส.ส.ส.ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ด้อยโอกาสหรือไม่อย่างไร การตรวจสอบโครงการประชารัฐมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมาจากกลุ่มบริษัทธุรกิจแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ได้ดำเนินไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรือ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ติดตามผลการประชุมของบอร์ดในวันที่15ม.ค.นี้ เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้จัดการส.ส.ส.คนใหม่ การดำเนินการสรรหาบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิ และความคืบหน้าโครงการแช่แข็งโครงการว่าจะมีการดำเนินการไปในทิศทางใด “ขบวนการฯ เห็นว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นกับส.ส.ส.ได้ทำให้ทั้งภาคีต่างๆ รวมทั้งประชาชนและสื่อมวลชนได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการนำเสนอความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการปรับปรุงและพัฒนากลไกการปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อให้เป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง เรายังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหา และการปฏิรูปส.ส.ส.เราจะเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องตามที่ได้นำเสนอไปแล้วให้ปรากฏเป็นจริง เราเชื่อมั่นในพลังของประชาชนมากกว่าการฝากอนาคตการปฏิรูปในมือของผู้มีอำนาจ” อย่างไรก็ตาม ทางขบวนการฯ ยืนยันว่าการดำเนินการของภาคประชาชนในครั้งนี้ ไม่มีแกนนำ ไม่มีพี่ใหญ่ในวงการ หากใครจะไปตกลงกับผู้มีอำนาจว่าเคลียร์ได้ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ เพราะเรากำลังหาข้อตกลง บางเครือข่ายอยากเคลื่อนไหว บางองค์กรขอรอดูวันที่15ม.ค.นี้นั้น อะไรที่อยู่ในแถลงการณ์ทั้งหมด ให้ถือว่าพอเป็นข้อตกลงร่วม ที่เหลือก็ให้เป็นอิสระ

    วันที่โพสข่าว : 11 มค. 2559 เวลา 21:30 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.

วีดีโอ ผู้ชมสูงสุดใน 24 ชม.