วันเสาร์ที่  10 ธันวาคม 2559 เวลา 13:59 น.
  • 16:59 น. Listen

    "หมอพลเดช"เผยถกนายกฯสสส.หนุนประชารัฐเต็มกำลัง

    นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงการใช้งบประมาณของสสส. สนับสนุนโครงการประชารัฐ ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ซึ่งก็พบว่าโครงการประชารัฐเป็นไปตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อของ สสส. ซึ่งเหมือนทุกอย่าง แต่เป็นในส่วนของสุขภาวะสังคม สุขภาวะชุมชนในแบบองค์รวม ทั้งนี้เข้าใจว่าการที่นายกรัฐมนตรี แยกส่วนนี้ออกมาเพียงจะบอกว่า ให้ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธาน คตร. และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานบอร์ด สสส.เข้าใจว่า ในส่วนที่ไปสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในเรื่องประชารัฐกับเศรษฐกิจฐานรากและสุขภาวะชุมชน อันนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน


    นพ.พลเดช อธิบายว่า การทำงานจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อของ สสส. คือ 1.ส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ 2.สร้างความตระหนักของประชาชนเพื่อลดความเสี่ยง ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ 3.สนับสนุนการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.สนับสนุนการวิจัยที่ทำให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพ 5.พัฒนาความสามารถของชุมชน องค์กรเอกชน องค์การสาธารณประโยชน์ และหน่วยงานภาครัฐ และ6.สนับสนุนการจัดกิจกรรมและสื่อเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ


    2.เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ แต่จะมีความหมายของนโยบายประชารัฐเข้าไปด้วย และ 3.ที่อยู่ระหว่างนี้คือนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ 6 ข้อ และประชารัฐก็อาจจะไม่ตรง ก็จะมีการพิจารณาไปตามสภาพ ทั้งนี้หากพูดในหลักการคงจะมีโครงการเก่าที่รอการขออนุมัติเบิกเงินตามงวด ส่วนโครงการใหม่ก็ยังมีปัญหาถูกบล็อค ซึ่งรวมๆ แล้วคงไม่พ้น 3 กลุ่มที่ว่านั้น “ผมว่างบประมาณส่วนหนึ่งของ สสส.ที่จะนำมาใช้ในโครงการประชารัฐไม่ได้ขัดแย้งกัน เพราะก็ไปดำเนินการกับชุมชนเหมือนกัน คนรับไม่ได้เป็นตัวบริษัทเหล้าหรือบุหรี่ แต่เป็นกลุ่มชุมชนทั้งหมด ทั้งภาคประชาสังคม องค์กรเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นไปตามกิจกรรมที่ได้มีการของบประมาณไปสนับสนุน แต่เวลาทำงานกิจกรรมที่ขอมาแล้วเขาไปมีความสัมพันธ์หรือไปร่วมเวทีกับคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ โดยไม่ได้ขัดกับแนวทางการใช้งบประมาณ”


    ส่วนประเด็นการแต่งตั้งบอร์ด สสส.ชุดใหม่ที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนชุดเดิม มีการมองว่าจะมีนำกลุ่มพวกพ้องหรือกลุ่มนายทุนธุรกิจ เข้าไปนั้น นพ.พลเดช กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่กระแสสังคมหรือสื่อมวลชนมาช่วยกันจับตา อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น เป็นการช่วย สสส.ไปในตัว ที่ผ่านมาการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอยู่ในทิศทางที่ดี ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบอร์ดชุดใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่า แนวทางแรก ถ้า สสส.ทำงานได้ ไม่ต้องสรรหาเลยก็ได้ และเมื่อคนเก่าพ้นมลทินหากกลับมา ก็สามารถมาได้ทั้งหมด 7 คน


    แนวทางที่สอง มีการสรรหาครึ่งหนึ่ง แต่หากสรรหาใหม่ทั้ง 7 คน คนเก่าก็จะหมดสิทธิ์กลับเข้ามาทำหน้าที่ และแนวทางที่สาม สรรหาใหม่ทั้งหมด ก็เหมือนจะปิดประตูสำหรับทั้ง 7 คน ซึ่งตรงนี้นพ.พลเดช บอกว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้ทำแบบไหน แต่ตอนนี้อยู่ที่ พล.ร.อ.ณรงค์ ต้องปรึกษากับบอร์ดที่เหลืออยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดความชัดเจน  วันเดียวกัน ภาคีเครือข่ายสุขภาพในนาม “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน” 20 เครือข่าย อาทิ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายหมออนามัย เครือข่ายสุขภาวะผู้หญิง เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายนักวิชาการปฏิรูประบบสุขภาพ เครือข่ายผู้พิการและผู้สูงอายุ ได้ประชุมร่วมกันที่ อาคารคริสตจักรแห่งประเทศไทย 


    ภายหลังการประชุมเครือข่ายสุขภาพทั้ง 20 เครือข่ายได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เพื่อแสดงจุดยื่นต่อกรณีการปลดบอร์ดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือสสส.ตามคำสั่งคสช.รวมถึงกรณีการสั่งชะลอ โครงการกว่า 2,000 โครงการที่ภาคประชาชนรับงบสนับสนุนจากสสส. นายวิวัฒน์ ตามี่ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง กล่าวว่า โครงการที่ถูกชะลอออกไปโดยไม่มีกำหนดสร้างความเดือนร้อนให้กับการบริหารงานด้านสาธารณสุขของคนกลุ่มนี้อย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้ใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายไปแแล้วกว่า 5 หมื่นบาท ทั้งที่ปิดโครงการไปนานแล้วและก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับเงินคืนจาก สสส.หรือไม่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลที่ถูกกลุ่มประชาสังคมเรียกร้องให้ช่วยแก้ไขปัญหา แม้แต่ สสส.เองก็ถูกมองว่า ไม่ได้ขยับให้ความช่วยเหลือพวกเขา โดยนายวิวัฒน์ บอกว่า สสส.ควรลุกขึ้นมาปกป้องคนทำงานด้วย หลังจากนี้ภาคีคงต้องอยู่อย่างหวาดผวารอฟังข่าววันต่อวัน เพราะไม่มีความชัดเจนใดๆ ถือเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนทำงาน อย่าลืมว่าการสร้างสังคมที่ดี สังคมเกิดความตื่นตัว ชนเผ่ามีกิจกรรมๆได้ทำเรื่องสุขภาพ ลดปัญหาจากปัจจัยเสี่ยง ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน มีบริการด้านสาธารณสุขที่ดีจากกองทุน โรงพยาบาลได้ประโยชน์โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะลำพังงบประมาณจากรัฐบาลไม่สามารถทำได้


    นายคำรณ ชูเดชา เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เรื่องภาษีที่ภาคประชาสังคมถูกเรียกเก็บย้อนหลัง 5 ปี ถือเป็นเรื่องที่ บอร์ด สสส.ต้องช่วยแก้ปัญหาด้วย เพราะเป็นการทำงานให้กับ สสส. ถึงแม้ว่า สรรพากรจะตีความว่าเป็นการจ้างทำของ แต่เมื่อเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ก็น่าจะเข้าใจในจุดนี้ นายคำรณ ยังกล่าวถึงประเด็นโครงการประชารัฐที่รัฐบาลกำลังจะเอางบประมาณของ สสส.ไปใช้ในโครงการนี้ ว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่า โครงการประชารัฐก็คล้ายๆ กับโครงการของ สสส. ทำไมถึงดำเนินการได้กว้างขวางกว่า ซึ่งมันแย้งกับความรู้สึกของคณะกรรมการ และเป็นความเข้าใจของคณะกรรมการที่เข้ามาตรวจสอบว่า โครงการของ สสส.มีความกว้างขวางเกินไป ทั้งๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับของโครงการประชารัฐเลย ดังนั้นจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลเอางบประมาณไปใช้อะไร และมีผลกระทบอะไร ที่สำคัญจะต้องจับตาดูสมาชิกบอร์ดของประชารัฐ เนื่องจากมีกลุ่มธุรกิจอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาการพิจารณาบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในบอร์ด สสส.ชุดใหม่ ในวันที่ 15 ม.ค.นี้ ว่ามีกลุ่มนายทุนด้วยหรือไม่

    วันที่โพสข่าว : 11 มค. 2559 เวลา 16:59 น.


  • Nation Mobile News

    ติดตามสถานการณ์การเมือง จาก "เนชั่นทันข่าว" ผ่าน SMS เพียงเดือนละ 49 บาท (ไม่รวม VAT7%) AIS/Truemove กด *424000111, DTAC *751111 หรือ โทร 02-338-3000 กด 3 สมัครวันนี้รับข่าวฟรี 14 วัน!!

ข่าวที่มีผู้ share สูงสุด 24 ชม.